สารบัญ

สารบัญ

บทที่ 1 ประวัติสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี

บทที่ 2 การเยี่ยมเยียนภาคใต้ 1934 – 1952

บทที่ 3 วัดอัครเทวดาราฟาเอล – บ้านเณร – สมหวัง

บทที่ 4 โรงเรียนเทพมิตร – โรงเรียนอาชีวะดอนบอสโก

บทที่ 1

ประวัติสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี

1.1 ประวัติย่อก่อน ค.ศ.1929

ชาวโปรตุเกสเป็นชาวยุโรปพวกแรกที่ได้เดินทางโดยเรือมาสำรวจและค้าขายแถวเอเซียตะวันออกใกล ในศตวรรษที่ 16 พวกเขาได้มาถึงกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ไทยได้มีโอกาสรู้จักกับชาวโปรตุเกส และได้อนุญาตพวกเขา ให้สามารถที่จะค้าขาย ตามชายฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย และเผยแพร่คริสตศาสนาด้วย

มีหลักฐานแน่ชัดว่าในปี ค.ศ.1520 ชาวโปรตุเกสได้เปิดวัดคาทอลิกในเมืองพารา ที่เกาะภูเก็ต ต่อมาจำนวนคริสตชนในเกาะภูเก็ตได้เพิ่มขึ้นจึงมีการเปิดวัดอีก 2 แห่ง

ชาวโปรตุเกสได้เดินเรือขึ้นไปถึงเมืองทวาย(Tavoy), มะริด (Mergui) และเมาะตะมะ (Mataban) ในมณฑลตะนาวศรี (Tenasserin) และเขาก็ได้เปิดวัดคาทอลิกในเมืองเหล่านี้ ส่วนตามชายฝั่งอ่าวไทย ชาวโปรตุเกสไม่เคยเปิดวัดที่ไหนสักแห่งทั้งที่ปัตตานีหรือสงขลา(Singora) หรือนครศรีธรรมราช (Ligor)

ในปี ค.ศ.1669 กระทรวงเผยแพร่ศาสนาที่กรุงโรม (PF) ได้ตั้งสังฆมณฑลสยามที่กรุงศรีอยุธยา มอบให้อยู่ในความดูแลของคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (MEP) คณะนี้ได้ดำเนินงานด้วยความยากลำบากจนถึงกรุงศรีอยุธยาแตกในปี ค.ศ.1767 ในโอกาสนี้ชาวพม่าได้ทำลายวัดวาอารามของศาสนาพุทธและคริสต์ ส่วนคุณพ่อชาวฝรั่งเศสได้หนีไปเวียดนามจำนวนหนึ่ง และอีกจำนวนหนึ่งไปที่ภูเก็ตและมาเลเซีย ต่อมาในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คุณพ่อคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส ได้ฟื้นฟูสังฆมณฑลสยามที่กรุงเทพเสียใหม่

ตั้งแต่ปี ค.ศ.1810 มีชาวอังกฤษเข้ามาปกครองประเทศมาเลเซียและเกาะปินัง ในประเทศนี้มีคนจีนและชาวอินเดียได้กลับใจนับถือศาสนาคริสต์เป็นจำนวนมาก

ในปี ค.ศ.1841 มีการตั้ง สังฆมณฑลสยามตะวันตก โดยมีสำนักงานอยู่ที่สิงคโปร์ รวมประเทศมาเลเซีย มณฑลปัตตานี, ภูเก็ต แลมณฑลตะนาวศรี (Tenasserin) ในพม่าด้วย ส่วนสังฆมณฑลสยามตะวันออก ก็เจริญก้าวหน้ามาก ตั้งแต่ปี ค.ศ.1935 เป็นต้นมา จำนวนคริสตชนก็เพิ่มขึ้น ตามลุ่มแม่น้ำต่าง ๆ ของอาณาจักรสยาม และในแถบภาคอีสาน และลาวด้วย

1.2 คณะนักบวชซาเลเซียนมาถึงประเทศไทย

นักบวชคณะซาเลเซียนได้มาถึงประเทศไทยในปี ค.ศ.1927 สมณกระทรวงเพื่อการประกาสพระวรสารสู่ปวงชน ได้ตั้งมิสซังราชบุรีในปี 1930 โดยแยกพื้นที่ตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำแม่กลองลงไปถึงนครศรีธรรมราชออกจากสังฆมณฑลสยามตะวันออก (กรุงเทพฯ) และแยกมณฑลปัตตานีและภูเก็ตออกจากสังฆมณฑลตะวันตก (สิงคโปร์) มารวมกันเป็นมิสซังราชบุรี (ดูเอกสารของสมณกระทรวงเพื่อการประกาศพระวรสารสูปวงชน หมายเลข 774/31)

ในตอนแรกพระสงฆ์คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (MEP) ต้องการมอบพื้นที่ของมณฑลตะนาวศรี(Tenasserin) ให้แก่คณะซาเลเซียนด้วย แต่ผู้ใหญ่ได้เลือกที่จะมีพื้นที่ในเขตอาณาจักรสยามเท่านั้นเพื่อไม่ให้มีปัญหาด้านการเมือง เพราะสมัยนั้นพม่าอยู่ภายใต้การปกครองของชาวอังกฤษแล้ว

ในการรายงานต่ออัคราธิการในเดือนเมษายน 1927 คุณพ่อเปโตร รีกัลโดเน (Pietro Ricaldone) ได้สรุปว่าในไม่ช้าว่าจะต้องแบ่งมิสซังเป็น 2 ส่วน

1.3 พระคุณเจ้าปาซอตตี สมัยเยี่ยมเยียน ค.ศ. 1929 – 1950

เมื่อซาเลเซียนได้รับมิสซัง ในเดือนมกราคม 1929 คุณพ่อปาซอตตี ได้เดินทางไปใต้เพื่อรับมณฑลปัตตานีและภูเก็ตจากคุณพ่อคณะ MEP แห่งสังฆมณฑลมาเลเซีย (สำนักงานอยู่ที่สิงคโปร์) แต่ว่าคณะนักบวชซาเลเซียนยังมีพระสงฆ์จำนวนน้อยจึงจำเป็นต้องทำงานในวัดต่าง ๆ ตามลุ่มแม่น้ำแม่กลองเท่านั้นในระยะแรก ต่อมาในปี ค.ศ.1934 คุณพ่อมาริโอ รูเซ็ตดู ได้ไปประจำอยู่ที่ราชบุรีและได้เริ่มเดินทางไปใต้

ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1935 พระคุณเจ้าปาซอตตี ได้นำคุณพ่อมาริโอ ไปถึงชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, หาดใหญ่, สงขลา, ปัตตานี และไปเบตง โดยผ่านทางมาเลเซีย ท่านไปถึงเบตงในวันที่ 30 ตุลาคม 1935 พระคุณเจ้าปาซอตตี ต้องการมอบพื้นที่ภาคใต้ให้คุณพ่อมาริโอเดินทางไปเยี่ยมเยียนคริสตชนที่กระจัดกระจายในจังหวัดต่าง ๆ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ส่วนพระคุณเจ้า ปาซอตตี และคุณพ่อการ์นินี จะผลัดกันเดินทางไปหาดใหญ่และเบตงเพราะพวกเขาทั้งสองรู้จักภาษาจีนดี ซึ่งชาวเบตงกับคริสตชนในอำเภอสะเดาพูดแต่ภาษาจีน

1.4 วัดแรกที่หัวหิน – ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1934

พระคุณเจ้าปาซอตตี ได้เปิดวัดแรกที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในปี 1935 มีการเปิดบ้านพักตากอากาศสำหรับสมาชิกซาเลเซียน และวัดน้อยก็อยู่ในบ้านหลังนี้ ในปี 1941 คณะซาเลเซียนมีความตั้งใจจะเปิดบ้านหัวหิน โดยส่งคุณพ่อเกรสปี และสมาชิกบางท่าน แต่เมื่อสงครามญี่ปุ่นได้เริ่มขึ้น บ้านหลังนี้ก็ถูกปิดอีกครั้งหนึ่ง ในปี 1943 คุณพ่อฟรีเยรีโอได้ไปอยู่ประจำที่หัวหิน และเริ่มปรับปรุงสถานที่เพื่อเปิดบ้านเณรซาเลเซียน และโรงเรียน ในปี 1947 มีการเปิดบ้านเณรเล็ก และโรงเรียนหัวหินวิทยาลัย ในปีต่อมามีการเปิดบ้านอบรมซาเลเซียนที่หัวหิน วัดนักบุญเทเรซาอยู่ในอาคารของบ้านเณร

ในปี 1967 คุณพ่ออาเนลลี เจ้าอาวาสวัดนักบุญเทเรซา ได้ลงมือก่อสร้างวัดถาวร เป็นสัดส่วนจากบ้านเณร และโรงเรียน มีพิธีเสก และเปิดวัดนี้ในวันที่ 3 ตุลาคม 1968 โดยพระคุณเจ้าเปโตร การ์เร็ตโต เป็นประธานในพิธี

1.5 วัดแรกที่เบตง

ต้นเดือนกรกฎาคม 1937 พระคุณเจ้าปาซอตตี ได้เปิดวัดที่เบตง ในบ้านของเถ้าแก โล อาลิบ (เป็นวัดน้อยแห่งที่สองในสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี) แต่ชาวบ้านเบตงจะต้องรอเป็นเวลา 27 ปี จึงจะมีโรงเรียน และวัดถาวร

ในปี 1964 คุณพ่อยอแซฟ ฟอร์ลัสซินี และคุณพ่อเซี่ยงเก่ง มุ้ยเส็ง ได้ไปอยู่ประจำที่เบตง และเปิดโรงเรียนถนอมศรีศึกษา และอีก 3 ปีต่อมามีการสร้างวัดถาวรหลังปัจจุบัน ได้ทำพิธีเปิดในวันที่ 29 มิถุนายน 1968

1.6 วัดแรกที่หาดใหญ่

ในเดือนกุมภาพันธ์ 1941 คุณพ่อมาริโอ รูเซ็ตดู มาประจำที่หาดใหญ่ ในตอนแรกคุณพ่ออาศัยอยู่บ้านเช่า ในวันที่ 14 เดือนตุลาคมพระคุณเจ้าปาซอตตีได้เสกบ้านหลังแรกและวัดน้อย แม่พระแห่งเมืองลูร์ด ตั้งแต่นั้นมาหาดใหญ่เป็นศูนย์อภิบาลคริสตชนที่กระจัดกระจายใน 14 จังหวัดภาคใต้จนถึงปี 1952

ในปี 1950 ที่หาดใหญ่มีการเปิดโรงเรียนแสงทองวิทยา และโรงเรียนธิดานุเคราะห์ และกิจการซาเลเซียนก็ได้พัฒนา และขยายขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ในปี 1969 คุณพ่อไมเคิล เดลม๊อท ได้ลงมือก่อสร้างวัดถาวร ซึ่งเป็นหลังปัจจุบัน

1.7 พระคุณเจ้าเปโตร การ์เรตโตที่ราชบุรี ค.ศ. 1951 – 1969

เมื่อคุณพ่อเปโตร การ์เรตโต ได้รับการอภิเษกเป็นสังพระฆราชแห่งสังฆมณฑลราชบุรี ในปี ค.ศ.1951 ท่านได้ตั้งโครงการที่จะซื้อที่ดินเพื่อเปิดวัดและกิจการคาทอลิกอย่างน้อยจังหวัดละหนึ่งแห่งในภาคใต้ด้วย ขณะที่อยู่ราชบุรี พระคุณเจ้าการ์เรตโตมีพระสงฆ์ที่ปรึกษาช่วยในการตัดสินใจอนุมัติโครงการต่างๆ

1. บ้านแสงอรุณ – โครงการแรกที่พระคุณเจ้าการ์เรตโตได้พิจารณาอนุมัติคือ นิคมเกษตรห้วยยางอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1951 ท่านได้เดินทางมาพร้อมกับคุณพ่อเยลลิชี และอนุมัติการสร้างบ้านพักพระสงฆ์ และวัดชั่วคราว

ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ.1952 มีการเปิดวัดฟาติมาที่บ้านแสงอรุณ และต่อมา ในเดือนพฤษภาคม คุณพ่อไบนอตตีได้มาอยู่ประจำวัดนี้ และได้รับมอบหมายให้ไปเยี่ยมเยียนคริสตชนจนถึงจังหวัดชุมพร ในปี ค.ศ .1953 มีการเปิดโรงเรียนอรุณวิทยา นิคมเกษตรบ้านแสงอรุณจึงค่อย ๆ เจริญเติบโต ต่อมาวันที่15 พฤษภาคม 1963 พระคุณเจ้ากาเรตโต ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ เพื่อก่อสร้างวัดหลังปัจจุบัน จนกระทั่งในวันที่ 19 พฤษภาคม 1966 มีเสกวัดใหม่

2. ภูเก็ต – โรงเรียนและวัด ในปี ค.ศ. 1952 พระสงฆ์คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเยซูคริสตเจ้า(Stigmatines) ได้มาร่วมทำงานในสังฆมณฑลราชบุรี พระสังฆราช เปโตร การ์เรตโต ได้มอบให้พวกเขารับผิดชอบ 5 จังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน

ในปี 1953 พระสังฆราช เปโตร การ์เรตโต ได้ซื้อที่ดินมีเนื้อที่ประมาณ 40 ไร่เศษ มอบให้พระสงฆ์คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ฯ ได้จัดตั้งโรงเรียนดาวรุ่งวิทยา ในนามของมิสซังโรมันคาทอลิก ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1957 พวกเขาได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์วัดหลังใหม่ที่กำลังจะสร้างขึ้นโดยให้ชื่อว่า “วัดนักบุญฟรังซิส เซเวียร์” ต่อมาในปี ค.ศ.1961 ได้มีการเปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์”

คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ฯได้ขอให้พระคุณเจ้าการ์เรตโตให้จัดการแบ่งมิสซัง แต่ท่านพระสมณทูตไม่เห็นด้วย เนื่องจากบุคลากรไม่เพียงพอ และคริสตชนยังมีจำนวนน้อยอยู่

ในปี ค.ศ. 1960-1961ในการประชุมของคณะที่ปรึกษาของพระสังฆราชแห่งราชบุรี ได้พูดคุยกันหลายครั้ง เกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างสังฆมณฑลกับคณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ฯ ตามข้อตกลงนี้ สังฆมณฑล จะต้องเป็นฝ่ายซื้อที่ดินในที่ต่างๆ ที่ จะเปิดกิจการคาทอลิก ส่วนคุณพ่อคณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ฯจะหาทุนเพื่อก่อสร้างอาคารสถานที่ ๆ จำเป็น

3. สุราษฎรธานี – ในปี ค.ศ.1959 มีการเปิดวัดอัครเทวดาราฟาเอล และโรงเรียนเทพมิตรศึกษา ที่บ้านดอน สุราษฎร์ธานี ในปี ค.ศ. 1963 ซิสเตอร์คณะผู้รับใช้ดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารีย์ได้มาเปิดโรงเรียนธิดาแม่พระ

4. ปราณบุรี – ในปี ค.ศ.1962 พระคุณเจ้า การ์เรตโตได้อนุมัติให้คุณพ่อนาตัลมาเน ซื้อที่ดิน จำนวน 6 ไร่ และในวันที่ 11 ตุลาคม ปีเดียวกัน คุณพ่อได้ลงมือก่อสร้างวัดคาทอลิกปราณบุรี ต่อมาคุณพ่อได้ซื้อที่ดินอีก 5 ไร่ ส่วนวัดสร้างเสร็จสมบูรณ์และ มีพิธีเสกในวันที่ 12 พฤษภาคม 1963

5. ระนอง – ในปี 1959 พระคุณเจ้า การ์เรตโตได้ซื้อที่ดินจากบริษัทไทย ทิน ซินดาเกค (Thai Tin Syndacate) ที่ระนอง

ในวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ.1960 คุณพ่อร็อคโก เลโอติโล (Rocco Leotilo) ได้เดินทางมาบุกเบิกงานที่ระนอง และได้จัดการปรับปรุงบังกาโล 2 หลังเพื่อใช้เป็นที่พักพระสงฆ์และเป็นวัดน้อยชั่วคราว ต่อมาในปี ค.ศ. 1964 คุณพ่อได้เปิดโรงเรียนศรีอรุโณทัย ระนอง

6. โรงเรียนดาราสมุทร – ในปี ค.ศ.1961 พระคุณเจ้าได้รับที่ดินจำนวน 43 ไร่ จากลูกหลานของ คุณหลวงชนาทรนิทเทส (Chanador Niddhes) และมอบให้นักบวชหญิงคณะ ฟรังซิสกัน (Franciscan Sisters of Our Lady of Perpetual Help) เปิดโรงเรียนดาราสมุทร ในเดือน พฤษภาคม ค.ศ.1964 แต่ซิสเตอร์คณะนี้ก็ทำงานได้เพียง 6 ปี แล้วกลับไปประเทศสหรัฐอเมริกา พระคุณเจ้าเปโตร การ์เรตโตจึงมอบโรงเรียนให้อยู่ในความดูแลของซิสเตอร์ผู้รับใช้ฯในปี ค.ศ.1969

7. ตรัง – ในวันที่ 4 กันยายน ค.ศ.1964 คุณพ่อ ยอห์น เชเรซาโต ได้มาอยู่ประจำที่ตรัง คุณพ่อจึงได้ลงมือสร้างอาคารหลังแรก เป็นอาคาร 2 ชั้น ใช้เป็นที่พักอาศัยของพระสงฆ์ และชั้นล่างก็มีวัดน้อยนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ งานได้ค่อย ๆ ก้าวหน้า

ในวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ.1967 คุณพ่อยอห์น เชเรซาโต ได้จัดตั้งโรงเรียนดรุโณทัย

8. ยะลา – ในวันที่ 1 กันยายน ปี ค.ศ. 1963 คุณพ่อเฮกเตอร์ ฟรีเยรีโอ (Fr. Hector Frigerio) ได้มาอยู่ประจำที่ยะลา ในเดือนมกราคม ค.ศ.1964 คุณพ่อได้ซื้อที่ดินครึ่งไร่พร้อมบ้านซึ่งท่านได้ปรับปรุงเป็นที่พักพระสงฆ์และวัดน้อย แห่งแรกที่ยะลา ต่อมาในปี ค.ศ. 1968 คุณพ่อได้เปิดโรงเรียนมานะศึกษา

9. นิคมเกษตรสมหวัง – เมื่อคุณพ่อนาตัลมาเนได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสที่บ้านดอน ท่านก็เป็นห่วงถึงครอบครัวคริสตชน ที่กระจัดกระจายและห่างจากวัด ในปี 1964 เมี่อท่านได้รับอนุญาตจากพระคุณเจ้าการ์เรตโตเพื่อเปิดนิคมนี้ ท่านได้เชิญชวนครอบครัวคริสตชนเหล่านั้นมารวมกันที่คลองสมหวังวัดประดู่ และโดยอาศัยความช่วยเหลือของพระคุณเจ้า และผู้ใจบุญอีกหลาย ท่านได้เปิดโครงการนิคมเกษตรสมหวัง

10. โรงเรียนที่เบตง – ในปี ค.ศ. 1964 คุณพ่อยอแซฟ ฟอร์ลัสซินี กับคุณพ่อเซี่ยงเก่ง ได้ไปอยู่ประจำ ที่อำเภอเบตง และในปีเดียวกันนี้ นางถนอมศรี โพธิทัพพะ ได้โอนกิจการโรงเรียนให้แก่พระคุณเจ้า เปโตร คาร์เร็ตโต เป็นเจ้าของ และคุณพ่อยอห์น เซี่ยงเก่ง มุ่ยเส็งดำรงตำแหน่งเป็นผู้แทนเจ้าของโรงเรียนอีก 2 ปีต่อมาซิสเตอร์คณะผู้รับใช้ฯ ก็ได้ไปช่วย บริหารโรงเรียน

11. ร่อนพิบูลย์ – ในเดือนมกราคม ค.ศ.1965 พระคุณเจ้าการ์เรตโต ได้มอบหมายให้คุณพ่อลิขิต ชวประพันธ์ ได้เดินทางไปอยู่ร่อนพิบูลย์ และยื่นเรื่องเปิดโรงเรียน ในเดือนพฤษภาคม 1965 ก็มีการเปิดโรงเรียนดรุณศึกษาใน ที่ดิน 12 ไร่ ที่ จ.ส.ต. วิชัย และ จ.ส.ต.วินัย ทิยาพงษ์ ได้ถวายให้ ในเดือนมิถุนายน 1966 ซิสเตอร์คณะผู้รับใช้ฯ มาบริหารโรงเรียนดรุณศึกษา

12. วัดแม่พระแห่งสายประคำ – ในปี ค.ศ.1959 มิสซังราชบุรีได้ซื้อที่ดินแปลงปัจจุบันในตัวเมืองจังหวัดประจวบฯ ไม่ห่างจากศาลากลางจังหวัด ในวันที่ 12 เมษายน 1970 คุณพ่ออาเนลลี เจ้าอาวาสวัดแม่พระฟาติมาบ้านแสงอรุณ ได้สร้างวัดเล็ก ๆ ทำด้วยไม้ขึ้นถวายแด่แม่พระแห่งลูกประคำ

1.8 วัดและโรเรียนในปี ค.ศ. 1969 (สังฆมณฑลใหม่สุราษฎร์ธานี)

1. วัดนักบุญเทเรซาหัวหิน (เปิดในปี 1934-1935 มีพระสงฆ์อยู่ประจำตั้งแต่ปี ค.ศ.1943 เป็นต้นไป) มีโรงเรียนซาเลเซียน หัวหินวิทยาลัย (1947) มอบวัดให้คณะซาเลเซียน (1960)

2. วัดนักบุญเปโตร เบตง (เปิด ค.ศ.1937) มีพระสงค์ประจำตั้งแต่ปี ค.ศ.1964 มีโรงเรียนถนอมศรีศึกษา (1964 เป็นของคณะผู้รับใช้) มีบ้านพักผู้สูงอายุ

3. วัดแม่พระเมืองลูร์ด หาดใหญ่ เปิดในปี ค.ศ.1941 มีพระสงค์ประจำอยู่ เป็นวัดที่มอบให้คณะซาเลเซียน มีโรงเรียนซาเลเซียนแสงทองวิทยา และโรงเรียนธิดานุเคราะห์ของซิสเตอร์คณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์ (FMA) (1950)

4. วัดฟาติมาบ้านแสงอรุณ (เปิด 1952 มีพระสงฆ์อยู่ประจำ) มีโรงเรียนอรุณวิทยา (1953) เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในสังฆมณฑล

5. วัดแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ภูเก็ต (1958) โรงเรียนดาวรุ่งวิทยา (1954) มอบให้แก่พระสงฆ์คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ฯ ส่วนโรงเรียนดาราสมุทร (1964) เป็นของซิสเตอร์คณะผู้รับใช้ดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารี (1968)

6. อาสนวิหารอัครเทวดาราฟาแอล (1959) มีพระสงฆ์อยู่ประจำ โรงเรียนเทพมิตรศึกษา (1959) และโรงเรียนธิดาแม่พระ (1963) ของซิสเตอร์คณะผู้รับใช้ดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารีย์

7. วัดพระหฤทัย ระนอง (1960) มีพระสงฆ์อยู่ประจำ โรงเรียนอรุโณทัย (1964)

8. วัดพระวิสุทธิวงศ์ ปราณบุรี (1963)

9. วัดนักบุญอันดรู ยะลา (1964) มีพระสงฆ์อยู่ประจำ -โรงเรียนมานะศึกษา (1968)

10. วัดนักบุญฟรังซิส ตรัง (1964) มีพระสงฆ์อยู่ประจำ – โรงเรียนดรุโณทัย(1967)

11. นิคมเกษตรสมหวัง

12. วัดนักบุญดอมินิก ซาวีโอ ร่อนพิบูลย์ (1965) มีพระสงฆ์อยู่ประจำ – โรงเรียนดรุณศึกษา (1965) ดำเนินงานโดยคณะผู้รับใช้ดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารีย์

13. วัดแม่พระแห่งสายประคำ

14 ในปี 1969 ยีงมีวัดน้อย ที่นครศรีธรรมราช บางแก้ว(พัทลุง) บ้านทุ่งลุง(หาดใหญ่) และทับโกบ(สะเดา) ในจังหวัดปัตตานีและนราธิวาสมีวัดน้อยจังหวัดละหนึ่งแห่ง

1.9 พระคุณเจ้าเปโตรการ์เร็ตโต (Pietro Carretto) เป็นประมุของค์ที่ 1

แห่งสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี ค.ศ. 1969 – 1988

ในวันที่ 12 กรกฎาคม 1969 สำนักวาติกันมีสารถึงประเทศไทยแจ้งว่า สมเด็จพระสันตะปาปา ปอลที่ 6 ทรงรับสั่งให้แยกเขตปกครองของสังฆมณฑลราชบุรี ออกเป็น 2 ส่วน คือ สังฆมณฑลราชบุรี และสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี สังฆมณฑลราชบุรีประกอบด้วย 4 จังหวัด มีจำนวนคริสตชนประมาณ 16,000 คน ส่วนสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี มีอาณาเขตตั้งแต่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงไปจนสุดเขตแดน ภาคใต้รวม 15 จังหวัด

ในเวลาเดียวกันพระสันตะปาปาทรงรับสั่งให้พระสังฆราชเปโตร การ์เรตโต (Pietro Carretto) ย้ายไปเป็นประมุขปกครองสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี และสถาปนา ฯพณฯ โรเบิร์ต รัตน์ บำรุงตระกูล ให้เป็นประมุของค์ใหม่ของสังฆมณฑลราชบุรี

ในวันที่ 14 กันยายน 1969 ท่ามกลางบรรดาพระสงฆ์ ซิสเตอร์ สัตบุรุษ จำนวนมาก พระสังฆราชเปโตร การ์เรตโต ได้รับสถาปนาเป็นพระสังฆราชองค์แรกของสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี ได้มีพิธีเสกสำนักพระสังฆราช และโรงเรียนเทพมิตรศึกษา

สังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี ยาวประมาณ 1,160 กิโลเมตร จากหัวหิน ถึง สุไหโกลก มีเนื้อที่ 76,562 ตารางกิโลเมตร และในตอนนั้นมีจำนวนคริสตชนประมาณ 4,500 คน

1.10 คุณพ่อเปโตร เยลลิชีเป็นอุปสังฆราช

ในวันที่ 12 กรกฎาคม 1969 มีการประกาศตั้งสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี โดยที่พระคุณเจ้าการ์เรตโต เป็นประมุของค์แรกท่านได้ใช้เวลา 2 เดือนในการมอบงานให้ประมุของค์ใหม่ของสังฆมณฑลราชบุรี ในที่สุดท่านได้ทำพิธีอภิเษกพระสังฆราช รัตน์ บำรุงตระกูล ในวันที่ 7 กันยายน 1969 ต่อมาท่านได้ย้ายไปอยู่ประจำที่สุราษฎร์ธานีทันที

ในวันที่ 14 กันยายน 1969 ที่สุราษฎร์ธานี มีการฉลองใหญ่ต้อนรับพระคุณเจ้าการ์เรตโต เข้าสู่ตำแหน่งประมุขสังฆมณฑลใหม่ วัดอัครเทวดาราฟาเอล ได้ยกฐานะเป็นอาสนวิหาร และบ้านพ่อเจ้าอาวาสได้ยกฐานะเป็นสำนักพระสังฆราชของสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี

เมื่อรับตำแหน่งเป็นประมุขมิสซังใหม่ พระคุณเจ้าการ์เร็ตโต ตั้งนโยบายว่า

1.ส่งเสริมกิจการที่มีอยู่แล้วโดยเฉพาะในที่ ๆ มีครอบครัวคริสตชนหลายครอบครัว

2. พยายามเปิดกิจการคาทอลิกใหม่ ในที่ ๆ มีคริสตชนอยู่บ้าง แล้วแต่โอกาสจะอำนวย

3. พยายามเพิ่มจำนวนบุคลากร คือ พระสงฆ์ ซิสเตอร์ และจะส่งเสริมกระแสเรียก

4. พระคุณเจ้า เดินทางบ่อยๆ ไปเยี่ยมสถานที่ต่าง ๆ เพื่อรู้สถานการณ์ด้วยตนเอง

5. ทุ่มเทเวลาในการหาทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อจะสามารถขยายกิจการต่าง ๆ ของสังฆมณฑล

1.11 เปิดสถานที่ใหม่ (New Mission stations) – การขยายงาน

นิคมเกษตรแม่พระองค์อุปถัมภ์ งานแรกที่พระคุณเจ้าการ์เรตโตได้อนุมัติคือการก่อตั้งนิคมเกษตรแม่พระองค์อุปถัมภ์ (ตุลาคม 1969) ท่านได้ขอที่ดินนี้จากผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านคล้าย จิตพิทักษ์ (ธันวาคม 1969) ซึ่งยินดีอนุมัติและแนะนำให้พระคุณเจ้าการ์เรตโตเดินทางไปขอโดยตรงจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ นายพจน์ สารสิน (ดูการบันทึกของพระคุณเจ้าการ์เรตโตและคุณพ่อเยลลีชีที่สุราษฎร์ธานี และที่วัดแม่พระองค์อุปถัมภ์ที่พนม) ในเดือนและปีต่อ ๆ ไปพระคุณเจ้า คุณพ่อเยลลีชี คุณพ่อเกรสปีและคุณพ่อโกมิเอโร ได้ทุ่มเทเวลาและทุนทรัพย์เพื่อให้นิคมนี้ได้สำเร็จ โดยเฉพาะในการสร้างถนน และเปิดโรงเรียน (1971 – 1972)

เกาะยายฉิม – ในปี 1972 คุณพ่อสนอง ช้อนทอง ได้ลงมือก่อสร้างวัดน้อยที่เกาะยายฉิม อ. บางสะพานใหญ่ ใช้เวลาเพียง 2 เดือนวัดก็สร้างเสร็จเรียบร้อย สามารถบรรจุ สัตบุรุษได้ประมาณ 40-50 คน ซึ่งขณะนั้นมีสัตบุรุษจากไทรคู่ เกาะยายฉิม วังน้ำเขียว และโป่งโก บางสะพานใหญ๋ มาร่วมในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ ณ ที่แห่งนี้ คุณพ่อสนองถวายวัดนี้ให้อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของ นักบุญยอห์น บอสโก

ปัตตานี – ในปี ค.ศ.1972 คริสตชนที่ปัตตานีมีจำนวน 70 กว่าคน และกำลังเพิ่มขึ้นเพราะมีชาวประมงจากระยองย้ายเข้ามา พระคุณเจ้าการ์เรตโตจึงอนุมัตให้คุณพ่อซักโกได้ซื้อที่ดินจำนวน 10 ไร่ ในตำบลรูสะมิแล (คือที่ดินปัจจุบัน) คุณพ่อได้สร้างวัดในที่ดินใหม่ ตั้งชื่อ วัดอัครเทวดาคาบรีเอล ทำพิธีเสกวัดใหม่นี้ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1974

ชุมพร – ในเดือนสิงหาคม 1973 คุณพ่อนาตัล มาเนได้มาถึงที่ชุมพร วันที่ 15 กันยายน 1973 เป็นวันทางการแห่งการตั้งวัดชุมพรแยกจากวัดบ้านแสงอรุณ ในวันที่ 16 ธันวาคม 1973 มีการเริ่มต้นก่อสร้างในที่ดิน 11 ไร่ ก่อสร้างวัดละบ้านพักพระสงฆ์ ต่อมาในวันที่ 17 พฤษภาคม 1975 มีการเปิดโรงเรียนอนุบาลนิรมล อ.เมือง ชุมพร ทำให้กิจการคาทอลิกในเมืองชุมพร ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นอีกก้าวหนึ่ง

ถ้ำสิงห์ – ในเดือน ตุลาคม ปี ค.ศ. 1973 คุณพ่อสนองได้เข้าไป แล้วค้างคืนพบปะกับชาวบ้านทั้งคริสต์และพุทธ ถวายมิสซา ที่บ้านนายลับ จูสวย ทุกอาทิตย์ ในปี ค.ศ. 1974 มีการสร้างบ้านพักพระสงฆ์ ต่อมาสร้างหอประชุมขนาด 10 x 20 เมตรเป็นวัด ทำพิธีเปิดวันที่ 12 เมษายน 1975 (ดูการบันทึก ของพระคุณเจ้าคาร์เร็ตโต โอกาส 25 ปีแห่งการอภิเษก)

เกาะสมุย – ในปี ค.ศ. 1973 คุณสุวัฒน์และคุณอรนงค์ ซื่อเพียรธรรม ได้ถวายที่ดินประมาณ 6 ไร่ ให้แก่มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ฯ ที่เกาะสมุย ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1974 พระคุณเจ้าการ์เรตโตได้ อนุมัติการเปิดวัดและศูนย์เยาวชนที่เกาะสมุย ตามวัตถุประสงค์ของคุณสุวัฒน์ ในวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1974 มีพิธีเปิดศูนย์เยาวชนดอนบอสโกเกาะสมุย มีการโปรดศีลล้างบาปให้ลูกของคุณชาน ภู่คล้าย รวม 5 คน ในขณะนั้นเกาะสมุยมีคริสตชนจำนวน 10 คน การสร้างศูนย์เยาวชนสร้างเสร็จสมบูรณ์ ในปีต่อไป มีพิธีเปิดในวันฉลองวัด นักบุญอันนา ในวันที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ. 1975 (พ.ศ. 2518)

จังหวัดนครศรีธรรมราช – ในปี ค.ศ.1974 พระคุณเจ้าการ์เรตโตได้ ซื้อที่ดิน ในทำเลดีอยู่ใกล้ตลาดหัวอิฐในตัวเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช(ที่มีวัดปัจจุบัน)ต่อมาคุณพ่อ เดียมันติโน ปลาซา ได้จัดการสร้างวัดปัจจุบัน

ปัตตานี – ในปี ค.ศ. 1972 คริสตชนมีจำนวน 70 กว่าคน พระคุณเจ้าคาเร็ตโตได้อนุมัติให้คุณพ่อซักโกได้ซื้อที่ดินจำนวน 10 ไร่ ในตำบลรูสะมิแล (คือที่ดินปัจจุบัน) ต่อมาคุณพ่อได้สร้างวัดในที่ดินใหม่ ตั้งชื่อ วัดอัครเทวดาคาเบรียล ทำพิธีเสกวัดใหม่นี้ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 1974 โดยพระคุณเจ้าเปโตร การ์เร็ตโต เป็นประธานในพิธี

วัดพระจิตเจ้า ต.ปากคม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง – หมู่บ้านปากคม อยู่ห่างจากตัวเมืองจังหวัดตรังประมาณ 30 กิโลเมตร ใน ปี ค.ศ. 1975 ได้เกิดน้ำท่วมที่หมู่บ้านปากคม ซึ่งในหมู่บ้านนี้มีครอบครัวคริสตชนอาศัยอยู่ครอบครัวหนึ่ง คุณพ่อยอห์น เชเรซัตโต ได้เดินทางเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน และต่อมาได้ติดต่อสัมพันธ์กันเรื่อยมา ในปี ค.ศ. 1980 คุณพ่อเฟอร์ดินันโด รองโคนี ได้มาอยู่ประจำที่นี่ และได้สร้างวัดพระจิตเจ้าขึ้น
โครงการดอนบอสโก พุดหง – ในปี ค.ศ.1983 พระคุณเจ้าการ์เรตโตได้ อนุมัติให้คุณพ่อเยลลิชี ได้เริ่มโครงการดอนบอสโก พุดหง โดยที่คุณพ่อกุสตาฟ โรเซนต์ เหรัญญิกของสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี เป็นผู้สนับสนุนโครงการ อาศัยความช่วยเหลือจากประเทศเบลเยี่ยม และมีคุณพ่อเรนโซ่ เป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน

วัดนักบุญฟรังซิส แห่งอัสซีซี เขาพ่อตา – ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1980 คุณพ่อมาริงโกนี เจ้าอาวาสวัดนักบุญเปาโล ชุมพร ได้เริ่มงานอภิบาลที่หมู่บ้านเขาพ่อตา เพราะทีนี่มีครอบครัวคริสตชนซึ่งได้ย้ายมาจากบ้านแสงอรุณ จำนวน 6 ครอบครัว ในปี ค.ศ. 1986 พระคุณเจ้าการ์เรตโตได้ อนุมัติให้คุณพ่อมาริงโกนี ได้ก่อสร้างวัดสำหรับกลุ่มคริสตชนที่นี่ และในวันที่ 24 พฤศจิกายนปีเดียวกันคุณพ่อเอยีดีโอวีกาโนอัคราธิการแห่งคณะซาเลเซียนพร้อมกับพระสังฆราชเปโตร การ์เรตโต ได้เป็นประธานในพิธีเสกวัดใหม่นี้ ซึ่งถวายในการอุปถัมภ์แด่นักบุญ ฟรังซิส แห่งอัสซีซี

ปากจั่น – ในปี ค.ศ. 1980 – 1984 มีครอบครัวคริสตชนต่างก็พากันเดินทางเข้ามาจับจองที่ดินในป่า เขตอำเภอปากจั่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงนี้เองคุณพ่อสนอง ช้อนทอง เป็นเจ้าอาวาสวัดถ้ำสิงห์ จ.ชุมพร ได้เข้ามาดูแลกลุ่มคริสตชนที่นี่ ท่านได้มาเยี่ยมและทำมิสซาในบ้านของสัตบุรุษและได้หาที่ดินแปลงหนึ่งสำหรับกิจการของวัด

ในปลายปี ค.ศ. 1983 ทางวัดได้วัสดุเก่า ๆ มาจากสังฆมณฑล นำมาสร้างเป็นอาคารมุงด้วย

สังกะสี สำหรับเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา และใช้เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มเกษตรกร ซึ่งคุณพ่อได้ตั้งขึ้นในกลางเดือนพฤษภาคม 1984

สุคิริน วัดนักบุญเอากุสติน – ในวันที่ 27-28 สิงหาคม พระคุณเจ้าเปโตร กาเร็ตโต ได้เดินทางไป ถึงบ้านโต๊ะโมะ อ.สุคิรินเป็นครั้งแรก เพราะที่นั่นมีกลุ่มคริสตชนประมาณ 30 คน ในโอกาสนี้พระคุณเจ้าและคุณพ่อโรเซนส์เหรัญญิกสังฆมณทล ได้อนุมัติให้มีการก่อสร้างวัดหลังแรกที่นั่น ในที่ดินที่ทางนิคมได้มอบให้แก่คุณพ่อเฮนรี่ ดานีเอลี เพื่อประโยชน์สาธารณะ และคุณพ่อได้ดำเนินการก่อสร้างวัดในปีต่อไป

วัดนักบุญกัสปาร์ แบร์โทนี่ – ในปี ค.ศ.1987 (2530) คริสตชนจากวัดสันติสุข จ.เพชรบูรณ์ เริ่มอพยบมาบุกเบิกทำไร่กาแฟ ที่ลำเลียง อ. กระบุรี จังหวัด ระนอง รวมประมาณ 40 คน คุณพ่อเฟอร์ดินันโด รอนโคนี เจ้าอาวาส วัดพระหฤทัย ระนอง ได้ติดตามกลุ่มคริสตชนเหล่านี้ รวบรวมเพื่อให้ได้มีโอกาสปฏิบัติศาสนกิจและลูกหลานได้เรียนคำสอน ในปี ค.ศ.1992 (2535) ได้จัดหาที่ดินผืนใหม่และวัดใหม่ที่กว้างขวาง สะดวกกว่าเดิม ที่สุดในปี ค.ศ.1993 คุณพ่อสืบศักดิ์ ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการสร้างวัดที่ถาวรขึ้น

1.12 เสกวัดใหม่ถาวร (ค.ศ. 1969 – 1988) การพัฒนางาน

เมื่อมีการเปิดกิจการคาทอลิก ทั้งวัด และโรงเรียน หรืองานอื่น ๆ ในแต่ละที่แล้ว ก็จะมีการพัฒนา และขยายงานไปเรื่อย ๆ ต่อไปนี้จะกล่าวเกี่ยวกับวัดถาวรในแต่ละแห่ง

ขณะที่พระคุณเจ้าการ์เร็ตโตยังอยู่ที่ราชบุรี ท่านได้เสกวัดใหม่ถาวร 3 แห่งแล้ว คือ วัดแม่พระได้รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ที่ภูเก็ต วัดแม่พระฟาติมาบ้านแสงอรุณ และวัดนักบุญเทเรซาหัวหิน

หาดใหญ่ – ในวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1969 หลังจากที่ได้มีการเตรียมการมานานแล้ว คุณพ่อไมเคิล เดลม๊อท ได้ลงมือก่อสร้างวัดถาวรที่หาดใหญ่ โดยที่แขวงซาเลเซียนแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ และคุณพ่อไมเคิล เดลม๊อทเป็นผู้หาทุนเป็นส่วนใหญ่ นอกนั้นคณะซาเลเซียนได้สมทบทุนในการก่อสร้าง มีพิธีวางศิลาฤกษ์ ในวันที่ 28 กันยายน 1969 วัดนี้มีพิธีเปิดและเสกในวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1970 โดยพระคุณเจ้าการ์เรตโต เป็นประธาน

ท่าแซะ ชุมพร – ในวันที่ 27 สิงหาคม 1972 พระคุณเจ้าเปโตร การ์เร็ตโต เป็นประธานเสกวัดนักบุญอันตน ท่าแซะ เป็นวัดแรกในจังหวัดชุมพร เป็นผลงานของคุณพ่ออาเนลลี

วัดนักบุญดอมินิก ซาวีโอ ร่อนพิบูลย์ – ในเดือนกันยายน 1972 คุณพ่อเปโตร เยลลิชี มาเป็นคุณพ่อเจ้าอาวาสที่ร่อนพิบูลย์ คุณพ่อได้เริ่มต้นโดยการเปิดโครงการผลิต พรม ในวันที่ 12 สิงหาคม 1972 พระคุณเจ้าเปโตร การ์เร็ตโต เป็นประธานในการเปิดโรงงานอุตสาหกรรมในครอบครัว ผลิต พรม ทำจากเส้นใยมะพร้าว ภายใต้การอำนวยการของคุณพ่อเปโตร เยลลิชี

ต่อมาคุณพ่อเปโตร เยลลิชี ได้ลงมือ ก่อสร้างวัดนักบุญดอมินิก ซาวีโอ เริ่มก่อสร้างในวันที่ 16 มกราคม 1973 มีพิธีวางศิลาฤกษ์ วันที่ 13 พฤษภาคม 1973 และได้ทำพิธีเสกวัดในวันที่ 29 ธันวาคม 1973

ชุมพร – ในวันที่ 25 กันยายน 1974 พระคุณเจ้าเปโตร การ์เร็ตโต ประมุขของสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี ได้ประกอบพิธีเสกวัดใหม่นักบุญเปาโล และเปิดศูนย์เยาวชน เซนต์ปอล ที่อำเภอเมือง ชุมพร

ทับสะแก – ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 1974 พระคุณเจ้าเปโตร การ์เร็ตโต ประมุขของสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี ได้ประกอบพิธีเสกวัดใหม่วัดบุญราศีไมเคลิรัว อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์

สงขลา – ในวันที่ 8 ธันวาคม 1974 พระคุณเจ้าเปโตร การ์เร็ตโต ประมุขของสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี ได้ประกอบพิธีเสกวัดใหม่วัดนักบุญยอแซฟ อ.เมือง จ.สงขลา สถานที่นี้ภายหลังถูกขายเพื่อซื้อสถานที่ใหม่นอกเมือง ใกล้วิทยาลัยครู

วัดแม่พระแห่งสายประคำ ในเมืองประจวบ – ในปี ค.ศ.1959 มิสซังราชบุรีได้ซื้อที่ดินแปลงปัจจุบันในตัวเมืองจังหวัดประจวบฯ ไม่ห่างจากศาลากลางจังหวัด ในวันที่ 12 เมษายน 1970 คุณพ่ออาเนลลี เจ้าอาวาสวัดแม่พระฟาติมา บ้านแสงอรุณ ได้สร้างวัดเล็ก ๆ ทำด้วยไม้ขึ้น ถวายแด่แม่พระแห่งลูกประคำ ต่อมา คุณพ่อวีตราโน (Vitrano ) ได้เดินทางมาถึงและอยู่ประจำที่วัดที่ประจวบฯ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 1974 ในวันที่ 1 มีนาคม 1976 คุณพ่อลงมือก่อสร้างวัด ในวันที่ 22 พฤษภาคม 1977 มีพิธีเสกและเปิดวัดใหม่

สมหวัง สุราษฎร์ธานี – นิคมสมหวังได้เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1964 แต่ไม่มีวัดถาวรจนถึง ปี ค.ศ. 1980 ในปีนี้เองได้มีผู้ใจบุญ คือ บราเดอร์ อัลโด โรมีเตลลี ผู้ดูแลวัดพระหฤทัยที่กรุงโรมได้ มอบทุนสำหรับการก่อสร้างวัด พระคุณเจ้าจึงได้อนุมัติให้ลงมือสร้างวัดทันที และได้ทำพิธีเปิดใน วันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1981

ถ้ำสิงห์ ชุมพร – ในวันที่ 12 เมษายน 1975 พระคุณเจ้าเปโตร การ์เร็ตโต มีความยินดีเปิดวัดใหม่วัดแรกที่ถ้ำสิงห์ อ. เมือง จ. ชุมพร ต่อมา ในปี ค.ศ. 1980 มีการลงมือก่อสร้างวัดหลังปัจจุบัน การก่อสร้างเป็นแบบค่อยๆ เป็นค่อย ๆ ไป และในวันฉลองนักบุญยอแซฟ เดือนมีนาคม ค.ศ. 1981 จึงมีพิธีเสกศิลาฤกษ์ และทำพิธีเสกวัด “บ้านยอแซฟ” ในวันที่ 3 เมษายน 1982 แม้จะยังไม่เสร็จเรียบร้อยก็ตาม

ยะลา – ในปี ค.ศ. 1981 คุณพ่อยอแซฟ วิตาลี ได้ลงมือสร้างวัดหลังปัจจุบัน ซึ่งสร้างแล้วเสร็จและเปิดเสก ใน วันที่ 4 กันยายน ค.ศ.1982

พนม สุราษฎรธานี – ในปี 1982 (พ.ศ. 2525) 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระคุณเจ้า การ์เรตโต มีความคิดที่จะสร้างวัดถวายแด่แม่พระองค์อุปถัมภ์

ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1982 ชาวบ้านก็ได้ลงมือก่อสร้างวัดด้วยน้ำพักน้ำแรงของพวกเขาเอง และวันที่ 24 กรกฎาคม 1982 เป็นวันมงคลวางศิลาฤกษ์โอกาสฉลองวัดในปีนั้น โดยมี พระคุณเจ้าเปโตร การ์เรตโตเป็นประธาน การก่อสร้างวัดก็สำเร็จลงไปในเดือน กรกฎาคม 1983 และในโอกาสฉลองวัดในวันที่ 24 กรกฏาคม มีพิธีเสกและเปิดวัดใหม่อย่างเป็นทางการ

ตรัง – ในปี 1983 พระคุณเจ้าเปโตร คาร์เร็ตโต ประมุขสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี ได้ซื้อที่ดินอีกแปลงหนึ่งจากนายอ่ำ คุณพ่อยอห์น เชเรซาโต ได้วิ่งเต้นหาทุนเพื่อสร้างวัดหลังปัจจุบัน และสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1984 ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1984 มีพิธีเสกวัดอย่างเป็นทางการโดยพระสมณฑูต เรนาโต มาร์ตีโน ร่วมกับพระสังฆราชเปโตร การ์เรตโต

ปราณบุรี – ในปี 1984 คุณพ่อดอมินิโก เดลลา เฟร์เรรา ได้ลงมือสร้างวัดใหม่ และทำพิธีเสก ในวันที่ 6 มกราคม 1985 โดยพระคุณเจ้าเปโตร การ์เรตโต และพระสมณฑูตมาร์ตีโน เป็นประธานในพิธี

ปัตตานี – ในโอกาสฉลองอายุครบ 72 ปี ของพระคุณเจ้าการ์เรตโต ในปี ค.ศ. 1984พระคุณเจ้า และคุณพ่อโรเซนต์ ร่วมกับคุณพ่อเฮนรี่ ดานีเอลี และสัตบุรุษ ได้มีการประชุม และตัดสินใจที่จะสร้างวัดใหม่ เพราะตอนนี้มีคริสตชนประมาณ 160 กว่าคนแล้ว (วัดหลังเก่าไม่เพียงพอ) วัดหลังนี้ได้สร้างแล้วเสร็จและมีพิธีเสกในวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1986

ปากจั่น – ในปี ค.ศ. 1987 คุณพ่อมาริโอ ซาลา พระสงฆ์คณะซาเลเซียนได้เข้ามาดูแลเขตถ้ำสิงห์ และปากจั่น คุณพ่อเห็นว่าวัดหลังเก่าไม่เหมาะสมที่จะเป็นสถานนมัสการ จึงคิดสร้างวัดใหม่ ท่านได้บอกบุญ เพื่อหาทุนสำหรับสร้างวัดใหม่

ปลายปี ค.ศ. 1987 วัดหลังใหม่ก็เริ่มดำเนินการก่อสร้างพร้อมบ้านพักพระสงฆ์ ศาลา และสนามเด็กเล่น สำหรับเป็นศูนย์เยาวชน ปี ค.ศ. 1989 ทุกอย่างก็เสร็จสมบูรณ์

เบตง – ในเดือนเมษายน 1988 ท่านสมณฑูตมาตีโน และพระคุณเจ้ากาเรตโต ได้เดินทางไป อ.เบตง เพื่อทำพิธีเสกและเปิดวัดเซนต์โยเซฟ ประจำศูนย์คนชรา วัดแห่งนี้ซิสเตอร์ริต้า เป็นผู้ก่อสร้างโดยใช้งบประมาณที่ท่านสมณฑูตได้มอบให้แก่ศูนย์คนชรา

เกาะสมุย ในปี ค.ศ.1988 ครอบครัว “ซื่อเพียรธรรม” มีใจบุญได้บริจาคเงินให้สร้างวัดนักบุญอันนาขึ้นให้ถาวร และได้เปิดเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1989 โดยพระคุณเจ้าประพนธ์ ชัยเจริญ เป็นผู้ประกอบพิธีเสก

นอกจากนั้นกิจการที่มีอยู่ก่อนแล้ว ก็ขยายไปเรื่อย ๆ มีการเปิดวัดน้อยหลายแห่ง อาทิเช่น บ้านสีฟอง พัทลุง รือเสาะ

1.13 การพัฒนาระดับสังฆมณฑล

มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี

พร้อม ๆ กับการเปิดนิคมแม่พระองค์อุปถัมภ์พนม พระคุณเจ้าการ์เร็ตโตได้เล็งเห็นความจำเป็นที่จะตั้งมูลนิธิ ในปี 1970 ท่านจึงดำเนินเรื่องเพื่อจัดตั้ง “มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี” ซึ่งได้รับอนุมัติในวันที่ 1 กันยายน 1971 (ดูกิจการของมูลนิธิตอนท้ายบท)

“คณะภคินีผู้รับใช้ดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารีย์” ที่สุราษฎร์ธานี

ในปี 1971 ซิสเตอร์คณะชีสงเคราะห์ ได้จัดประชุมสมัชชาที่สำคัญและได้อนุมัติพระวินัยแบบใหม่ และเปลี่ยนชื่อเป็นคณะผู้รับใช้ดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารีน์ ในปีนี้ 1971 คณะยังได้ย้ายศูนย์ของคณะไปอยู่ในสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี คณะภคินีผู้รับใช้ดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารีย์ มีโรงเรียนของคณะ 4 แห่งแล้ว และ มีซิสเตอร์บางท่านทำงานในโรงเรียนของสังฆมณฑลด้วย

อารามคณะกลาริสกาปูชิน บ้านแสงอรุณ

ในปี 1972 ในสมัยของคุณพ่ออันเดร อาเนลลี เป็นเจ้าอาวาส เพื่อสนองความประสงค์ของพระคุณเจ้าเปโตร การ์เรตโต คณะกลาริสกาปูชิน ได้เปิดอารามขึ้นที่บ้านแสงอรุณ โดยมีคุณแม่โยวันนา กาเตลลานี เป็นผู้นำในฐานะอธิการิณี และสมาชิกทั้งหมดรวม 10 ท่าน มาเป็นเสาหลัก ณ บ้านแสงอรุณนี้ เปิดอาราม “อารามพระมารดาแห่งพระศาสนจักร”

ต่อมาในวันที่ 29 พฤษภาคม 1988 คุณแม่โยวันนา กาเตลลานี ได้นำซิสเตอร์จำนวนหนึ่งจากอารามบ้านแสงอรุณมาประจำอยู่ที่ “อารามพระแม่แห่งปวงเทวา” ที่ พนม เพื่อรับใช้พระเจ้าและพระศาสนจักรด้วยการอุทิศตน

พระคุณเจ้าการ์เร็ตโต ในงานศาสนสัมพันธ์

วันที่ 5 มิถุนายน 1972 พระคุณเจ้ากาเร็ตโต ได้นำสมเด็จพระสังฆราช(สมัยดำรงพระสมณศักดิ์ สมเด็จพระวันรัตและรักษาการแทนสมเด็จพระสังฆราช) เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา ปอลที่ 6 ต่อมาในวันที่ 19 พฤศจิกายน 1975 ท่านได้นำนายวัชระ เอี่ยมโชติ อธิบดีกรมศาสนา เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 6

ในช่วงเวลา ค.ศ.1970 – 1980 พระคุณเจ้ากาเร็ตโตป็นตัวแทนของสภาพระสังฆราชแห่งประเทศไทยในงานศาสนสัมพันธ์ ท่านได้อุทิศตนทำงานด้านนี้อย่างดี ตามนโยบายของการประชุมสภาสังคายนาวาติกันที่ 2 ท่านยังได้มีส่วนสำคัญในการสร้างพระรูปพระเยซูเจ้าที่หุบผาสวรรค์ อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี

1.14 คุณพ่ออูโก ซันนา เป็นอุปสังฆราช และ เจ้าอาวาสอาสนวิหาร ในปี ค.ศ. 1974 – 1984

บ้านเณรของสังฆมณฑล

พระคุณเจ้าคาเรตโตได้จัดการขยายอาสนวิหาร ในปี 1975 ในขณะที่พระคุณเจ้าได้เสกอาสนวิหารและ พระคุณเจ้ายังได้วางศิลาฤกษ์บ้านเณรของสังฆมณฑลด้วย ในปี ค.ศ. 1975 และเปิดบ้านเณร ในปี ค.ศ. 1976 และได้ตั้งชื่อบ้านเณรนี้ว่า “สำนักฝึกธรรม ดอมินิก ซาวีโอ” และมีการจัดฉลอง 25 ปี ที่พระคุณเจ้าการ์เรตโตได้รับอภิเษกเป็นพระสังฆราชด้วย (ดูรายละเอียดในบทเฉพาะส่วนท้าย)

ใน ปี ค.ศ. 1981-1989 คุณพ่อกุสต๊าฟ โรเซนส์ (Fr. Roosens Gustav) เป็นเหรัญญิกสัง ฆมณฑล และเจ้าอาวาส ในปี 1981 สังฆมณฑลเริ่มจัดทำโครงการใหญ่ ๆ โดยที่คุณพ่อโรเซนส์เป็นผู้ช่วยสนับสนุนพระคุณเจ้าการ์เรตโตอย่างมาก ในโครงการหลายโครงการ

หลังจากที่ได้เตรียมการเป็นเวลา 3 ปี ในปี 1986 มีการเปิดโรงเรียนอาชีวะดอนบอสโก โดยที่คุณพ่อกุสต๊าฟ โรเซนส์ เป็นผู้สนับสนุนโครงการทั้งหมด

1.15 การปฎิรูปการปกครองวัดและงานอภิบาล ปี ค.ศ. 1981

ในปี 1981 พระคุณเจ้าการ์เรตโตและ คุณพ่ออูโกซันนาอุปสังฆราชได้พยายามจัดระบบโครงสร้างการบริหารสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี ทั้งแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้บริหารทั้งในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น แจงออกมาเป็นประเด็น อุปสังฆราช สภาสงฆ์ คณะที่ปรึกษา อธิการภาค เจ้าอาวาส และคณะกรรมการต่าง ๆ คุณพ่อได้แบ่งสังฆมณฑล เป็น 4 ภาค ภาคกลาง ภาคฝั่งทะเลอันดามัน ภาคเหนือ และภาคใต้ตอนล่างสุด

เพื่อให้การบริหารสังฆมณฑลได้เป็นไปตามกฏหมายของพระศาสนจักร ดังนี้ พระสังฆราชการ์เรตโต ได้ขอบุคลากรเพิ่มขึ้นจากเจ้าคณะแขวงซาเลเซียนแห่งประเทศไทย และคณะนักบวช อื่น ๆ พระคุณเจ้าปรารถนาที่จะมีอุปสังฆราชที่เป็นคนไทย ทำงานเต็มเวลา

ในปี 1984 ผู้ใหญ่ของคณะซาเลเซียนได้มอบหมายให้ คุณพ่อประพนธ์ ชัยเจริญ เป็นอุปสังฆราช และ เป็นอธิการบ้าน ซึ่งท่านก็เป็นกำลังสำคัญของสังฆมณฑล

อาศัยความรู้ และประสบการณ์ที่คุณพ่อประพนธ์ ชัยเจริญได้สะสมไว้ในฐานะอธิการบ้านเณร รองเจ้าคณะ ฯ และต่อมาได้เป็นเจ้าคณะฯ โดยเฉพาะในการปรับปรุงพระวินัยของคณะ ซาเลเซียน และของคณะอื่น ๆ หรือการติดตามเอกสารของพระศาสนจักรที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการปกครอง และการประกาศพระวรสาร คุณพ่อจึงวางแผนที่จะปฏิรูปการปกครอง และงานอภิบาลของสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานีด้วย

คุณพ่อประพนธ์ ได้เห็นความจำเป็นที่จะเชิญบุคลากรจากคณะนักบวชมาทำงานในศูนย์สังฆมณฑล ต่อมาคุณพ่อประพนธ์ ได้จัดให้มีการสัมมนาพระสงฆ์ และนักบวชที่ทำงานในสังฆมณฑลเพื่อวิเคราะห์สภาพการณ์ และการจัดตั้งโครงการงานอภิบาล และพิจารณาการจัดให้มีสถานที่อย่างเป็นกิจลักษณะเพื่อศูนย์สังฆมณฑล จากการสัมมนาครั้งนี้ พระสงฆ์ และนักบวชคณะต่าง ๆ ได้เกิดจิตสำนึกที่จะมีการปฏิรูปสำคัญในสังฆมณฑล

1.16 การปฎิรูปการปกครองวัดและงานอภิบาล ค.ศ. 1985 – 1986

ในการสัมมนาพระสงฆ์ และนักบวชในปี ค.ศ. 1985 ได้มีการระดมความคิดเพื่อปลุกจิตสำนึกและการค้นคว้า

ในปี 1986 พระคุณเจ้าการ์เรตโต และอุปสังฆราช ประพนธ์ ได้จัดสัมมนาพระสงฆ์ นักบวช และฆราวาส ร่วมกันศึกษาการจัดตั้งระบบสังฆมณฑลตามกฏหมายของ พระศาสนจักร จากการสัมมนามีข้อสรุปออกมาดังนี้ว่า

ในด้านการปกครอง

1. ควรจะมีการจัดตั้งสภาอภิบาลระดับสังฆมณฑล

2. การจัดทำประมวลระเบียบปฏิบัติงานระดับสังฆมณฑล และการจัดทำแผนโครงสร้างสังฆมณฑล ที่มีความสมบูรณ์แบบพอสมควร

3. ควรมีการจัดตั้งสำนักงานของสังฆมณฑล ซึ่งอาจจะมีบุคลากรที่บริหารเป็นพระสงฆ์ นักบวช หรือฆราวาสที่มาทำงานก็ได้

ในด้านการอภิบาลมีแนวความคิดดังนี้

1. วางแผนงานระยะยาว

2. ให้มีการประกาศพระวรสาร หรืออภิบาลสัตบุรุษในรูปแบบใหม่ ด้วยการทำพิธีต่าง ๆ การสอนคำสอน และ สร้างกลุ่มภาวนาเล็ก ๆ

3. วางแนวบริหารการศึกษาอย่างชัดเจน ระหว่างนั้นคุณพ่อประพนธ์ ชัยเจริญ อุปสังฆราช และอธิการบ้านเณร ได้เอาใจใส่เณรของสังฆณฑลเป็นอย่างดี ท่านได้วางระบบการศึกษาของเณรที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยส่งพวกเขาไปที่บ้านเณรซาเลเซียนที่สามพรานก่อน และต่อมาได้ส่งไปเรียนที่ฟิลิปปินส์

1.17 พระคุณเจ้าไมเกิ้ลประพนธ์ ชัยเจริญ ประมุขของสังฆมณฑลองค์ที่ 2

ในเดือนกรกฎาคม 1988 คุณพ่อประพนธ์ ชัยเจริญ ได้รับแต่งตั้งเป็นสังฆราชแทนพระคุณเจ้าการ์เร็ตโต

ในวันที่ 24 กันยายน 1988 ได้มีพิธีอภิเษก คุณพ่อไมเคิ้ล ประพนธ์ ชัยเจริญ เป็นพระสังฆราช โดยมีพระสังฆราช เปโตร การ์เรตโต เป็นผู้โปรด ท่ามกลางพระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวช และพี่น้องคริสตชนเป็นจำนวนมาก ที่สุราษฎร์ธานี

งานช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากพายุ (ค.ศ. 1988-1989)

สองเดือนหลังจากที่พระสังฆราชประพนธ์ ชัยเจริญ ได้รับอภิเษกเป็นพระสังฆราชแล้ว ได้มีอุทกภัยครั้งใหญ่เกิดขึ้นในสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พิปูน รวมทั้งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และยะลา ในปีต่อมา คือในปี 1989 ก็ยังมีพายุเกย์ถล่มจังหวัดชุมพร นำความเสียหายอย่างมากแก่ชาวบ้านทั้งจังหวัด พระคุณเจ้าได้รับความช่วยเหลือจากสภาพระสังฆราชแห่งประเทศไทย และจากองค์กรโคเออร์ อย่างมาก เพื่อนำไปบรรเทาทุกข์แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากพายุทั้ง 2 ลูกนี้ พระคุณเจ้าได้ตั้งทีมปฏิบัติงานของสังฆมณฑลหลายทีม และพระคุณเจ้าเองก็เดินทางไปติดตามผลด้วยตนเอง ท่านได้ติดตามงานนี้อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน 1988 จนถึงเดือนพฤษภาคม 1990 รวมเวลาประมาณ 20 เดือน

การจัดสร้างศูนย์งานของสังฆมณฑลฯ

ในการประชุมสัมมนาพระสงฆ์-นักบวช ในปี 1986 มีการเสนอแนะให้ตั้งศูนย์งานของสังฆมณฑล พระคุณเจ้า ประพนธ์ ชัยเจริญ ได้จัดการในเรื่องนี้โดยการสร้างศูนย์สังฆมณฑลแห่งแรกในบริเวณอาสนวิหารที่สุราษฎร์ฯ ในปี 1992 โดยเชิญซิสเตอร์คณะผู้รับใช้ฯ และฆราวาสบางคนมาทำงานเต็มเวลาในศูนย์สังฆมณฑลนี้

ต่อมาพระคุณเจ้าประพนธ์ ได้จัดหาที่ใหม่ และในปี 1999 พระคุณเจ้าได้สร้างศูนย์อภิบาลบ้านชุมพาบาล เป็นอาคารสะดวก และถาวร สำหรับเป็นสำนักพระสังฆราช และหน่วยงานต่างๆ ของสังฆมณฑลจนถึงทุกวันนี้

งานอภิบาลในสังฆมณฑลในการเตรียมเฉลิมฉลอง ปีปีติมหาการุญปี 2000

พระคุณเจ้าประพนธ์ ชัยเจริญ ได้ส่งพระสงฆ์และซิสเตอร์ 4 ท่าน ไปเข้าสัมมนาเป็นเวลา 1 เดือน คือ คุณพ่อศักดิ์ชัย ตรีว่าอุดม คุณพ่อ แตรี่ ตาไปย์ ซิสเตอร์ สุภา ทองอำไพ และซิสเตอร์ นิลุบล ทิวากร ไปเข้าอบรมสถาบันลุมโก เพื่อสร้างกลุ่มคริสตชนย่อย โดยอาศัยพระวาจา ต่อมาคุณพ่อทั้ง 2 และซิสเตอร์ทั้ง 2 ได้เป็นตัวตั้งตัวตีในทีมของสังฆมณฑล สำหรับการอบรมพระสงฆ์นักบวชและสัตบุรุษตามวัดต่างๆ ในวิธีการใช้พระวาจาของพระเจ้าในการภาวนา

ยุทธศาสตร์สำคัญของการดำเนินงานก็คือ การจัดสัมมนาพระสงฆ์-นักบวชที่ทำงานในสังฆมณฑล เป็นประจำทุกปี ในการสัมมนาพระสงฆ์-นักบวช ในปี ค.ศ.1991 ได้มีการเสนอโครงการใช้พระคัมภีร์ในงานอภิบาลเพื่อฟื้นฟูชีวิตคริสตชนในความเชื่อ จัดตั้งคริสตชนย่อย ส่งเสริมให้ฆราวาสรัก เข้าใจ รำพึง และแบ่งปั่นพระวาจาของพระเจ้า ได้เลือกบางท้องถิ่นเป็นกลุ่มนำร่อง โดยมีคุณพ่อศักดิ์ชัย ตรีว่าอุดม คุณพ่อ แตรี่ ตาไปย์ ซิสเตอร์ สุภา ทองอำไพ และซิสเตอร์ นิลุบล ทิวากร เป็นผู้นำการอบรม

ในการสัมมนาพระสงฆ์-นักบวช และผู้นำฆราวาสในปี ค.ศ.1992 ได้มีการทบทวนและ ประเมินผล ในที่สุดทุกคนยอมรับโครงการนี้เข้าแผนงานอภิบาลของสังฆมณฑล ในการฟื้นฟูชีวิต

คริสตชน ในสังฆมณฑล ตลอดทศวรรษสุดท้ายก่อนปี ค.ศ. 2000 ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1992 พระสังฆราชได้ประกาศใช้แผนงานอภิบาลของสังฆมณฑล

ทีมงานได้จัดกิจกรรมหลากหลายตลอดเวลา 5 – 6 ปี ในวัดหลายแห่งของสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี เพื่อจัดตั้งกลุ่มย่อย ซึ่งนำผลดีมากสู่วัดนั้น สำหรับการฟื้นฟูชีวิตคริสตัง

ในปี ค.ศ. 1993 – 1994 ที่ประชุมสัมมนาพระสงฆ์-นักบวช และผู้นำฆราวาสในเดือนตุลาคม ได้เสนอให้จัดปีเฉลิมฉลองพระคัมภีร์ระดับสังฆมณฑล ทางสังฆมณฑลจึงแจกหนังสือพระคัมภีร์เล่มครบกับทุกครอบครัวและทีมงานสอนวิธีอ่านพระคัมภีร์และให้ตั้งในที่มีเกียรติในบ้าน

ฉะนั้นปี ค.ศ. 1994 – 1995 ซึ่งเป็นปี ฉลองครบ 25 ปีของสังฆมณฑได้เป็นปีที่ ได้นำ คริสตชนมาสัมผัสกับพระวาจามากขึ้น

1.18 เหตุการสำคัญบางอย่าง 1989 -2002

ปราณบุรี ประจวบฯ – โรงเรียนวันทามารีอา ปราณบุรี เป็นโรงเรียนแห่งแรกที่พระคุณเจ้าประพนธ์ ชัยเจริญ เปิดใหม่ ในปี 1989 (ดูรายละเอียดในประวัติของแต่ละที่)

สุคิริน – ในเดือนตุลาคม 1989 พระคุณเจ้าประพนธ์ ชัยเจริญ ได้เดินทางไปถึงบ้านโต๊ะโมะ อ.สุคิริน เพื่อเปิดวัดใหม่ถาวร วัดนักบุญเอากุสติน ที่คุณพ่อเฮนรี่ ดาเนียลลี ได้สร้างขึ้นโดยได้รับทุนจาก คณะ ฟรังซิสกัน ที่พระวิหารนักบุญอันตนแห่งปาดัว

ปัตตานี – ในปี 1992 พระคุณเจ้าประพนธ์ ได้เปิดโรงเรียนเจริญศรีศึกษา แผนกอนุบาล ที่ปัตตานี และต่อมาแผนกประถมและมัธยม (1995)

บ้านแสงอรุณ – ปี ค.ศ. 1992 เป็นปีที่ 40 ของวัดฟาติมาบ้านแสงอรุณ ในโอกาสนี้ คุณพ่อแตร์รี่ ตาไปย์ ได้จัดการล้างตึกวัดเสียใหม่ และพระคุณเจ้าประพนธ์ ชัยเจริญ ได้อนุมัตสร้างหอระฆังสูงแข็งแกร่ง เหมาะสมกับพระวิหารแม่พระฟาติมา จากยอดหอระฆังนี้ เสียงระฆังดังกังวาลไปถึงบ้านสัตบุรุษ ได้ระยะไกล

นครศรีธรรมราช – ในปี ค.ศ.1995 พระคุณเจ้าประพนธ์ ได้เปิดโรงเรียนมารีพิทักษ์ศึกษา ที่นครศรีธรรมราช

สุราษฎร์ธานี – ในปี 1989 คุณพ่อยอห์น วิสเซอร์ มารับตำแหน่งเจ้าวัด และเหรัญญิกสังฆมณฑล สุราษฎร์ธานี แทนคุณพ่อโรเซนส์

ในปี 1992 คุณพ่อซาลา รับตำแหน่งอธิการบ้านซาเลเซียน บ้านดอน พ่อเจ้าวัดและเหรัญญิกสังฆมณฑล

ในปี 1992 ทางสังฆมณฑล ได้อนุมัติ Master Plan ของบริเวณโรงเรียนเทพมิตรศึกษา เพื่อสร้างอาคาร 6 ชั้น ที่จะทำในระยะ 10 ปีข้างหน้า คือ

1. สร้างอาคาร 6 ชั้น สำหรับโรงเรียน

2. การย้ายโรงเรียนอาชีวะดอนบอสโก ไปที่อื่น

3. การย้ายสำนักพระสังฆราชไปในที่เหมาะสมและสะดวก

โรงเรียนอาชีวะดอนบอสโก สุราษฎร์ฯ – การย้ายโรงเรียนอาชีวะสุราษฏร์ธานี – ในปี 1995 มีการซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงเรียนอาชีวะดอนบอสโก และสำนักพระสังฆราช ลงมือก่อสร้างอาคารเรียนใหม่สำหรับโรงเรียนอาชีวะดอนบอสโก ในปี 1996 ย้ายโรงเรียนอาชีวะดอนบอสโกสุราษฎร์ไปอยู่ที่ใหม่ พร้อมกันนี้บ้านซาเลเซียนทางการย้ายออกจาก โรงเรียนเทพมิตรศึกษา ไปอยู่บ้านเลขที่ 15 หมู่ 6 ถนนชนเกษม 41 ต.มะขามเตี้ย อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี คุณพ่อศักดิ์ชัย ตรีว่าอุดม เป็นอธิการในที่ใหม่

พนม – ในปี 1995 ที่หมู่บ้านแม่พระองค์อุปถัมภ์พนม คุณพ่อตามาโย เจ้าวัด ได้มีการฉลองครบ 25 ปีการเริ่มต้นหมู่บ้านนี้ ในโอกาสนี้มีการก่อสร้างอาคารเรียน 3 ชั้นเพื่อรองรับจำนวนนักเรียนที่ได้เพิ่มขึ้นมากเพราะเมื่อถนนที่ผ่านหมู่บ้านลาดยางเรียบร้อยแล้ว จะมีนักเรียนมาเรียนที่โรงเรียนอุปถัมภ์วิทยานี้ จะไกลถึง 30 กว่ากิโลเมตรมาเรียน

พุดหง – ในวันที่ 22 กันยายน 1996 พระคุณเจ้าประพนธ์ ชัยเจริญ ได้วางศิลาฤกษ์ เพื่อก่อสร้างวัดนักบุญวินเซนต์ เดอ ปอลที่พุดหง ต่อมาท่านได้ทำพิธีเสกวัดนี้อย่างเป็นทางการในวันที่ 21 กันยายน 1997 โอกาสฉลองนักบุญวินเซนต์ เดอ ปอล

สุไหโกลก – ในเดือนกันยายน 1996 พระคุณเจ้าประพนธ์ ชัยเจริญ ได้เป็นประธานในพิธีเสกวัดนักบุญมอนิกา ที่สุไหโกลก วัดนี้มีคุณพ่อกุสตาฟ์ โรเซนส์ หาทุนก่อสร้างในที่ดิน 3 ไร่ที่ท่านได้ซื้อใกล้โรงเรียนรังผึ้ง

ยะลา – อาคารเรียนใหม่ที่ยะลา ในปี 1997 ที่ยะลา พระสังฆราช ไมเกิ้ล ประพนธ์ ชัยเจริญ ได้อนุมัติ ให้ คุณพ่อกุสตร๊าฟ โรเซนส์ ได้สร้างอาคารเรียนใหม่ 3 ชั้นให้กับโรงเรียนมานะศึกษา และได้ปรับปรุงอาคารอื่น ๆ ให้ดูสวยงามมากขึ้น

พังงา – ในปี ค.ศ. 1997 พระสังฆราช ไมเกิ้ล ประพนธ์ ชัยเจริญ ได้ก่อสร้างวัดใหม่ขึ้น ด้วยน้ำใจดีของ ครอบครัววังตาล สร้างถวาย เมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วได้ทำพิธีเสกและเปิด ในปี 1998 โดยตั้งชื่อว่า “วัดนักบุญมาร์ติน เดอ ตูร์ส” ตามชื่อนักบุญของคุณอุดม วังตาล

สุราษฏร์ธานี – ในปี 1997 คุณพ่อสุพจน์ ริ้วงาม ได้รับตำแหน่ง เหรัญญิกสังฆมณฑลและเจ้าอาวาส ในปีนี้เองมีการเริ่มก่อสร้างสำนักพระสังฆราช ใกล้โรงเรียนอาชีวะดอนบอสโก สร้างเสร็จในปี 1999 ทำพิธีเปิดวันที่ 12 กันยายน 1999

ทับโกบ อ.สะเดา ในวันที่ 1 มกราคม ปี ค.ศ. 2000 พระคุณเจ้าประพนธ์ ได้ทำพิธีเสกวัดใหม่ที่ทับโกบ อำเภอสะเดา เป็นวัดแรกที่ท่านเสกในปี ปิติมหาการุณ ค.ศ. 2000

นราธิวาส – ในปี 2001 คุณพ่อกุสตาฟ โรเซนส์ ได้สร้างวัดถาวรที่นราธิวาส ในที่ 12 ไร่ ที่ปลักปา พระคุณเจ้าประพนธ์ ชัยเจริญ ได้ทำพิธีเสกวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2002

กระบี – ในปี ค.ศ. 2001 พระสังฆราช ประพนธ์ ชัยเจริญ โดยการร่วมมือของ คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ และ สัตบุรุษที่กระบี่ ได้สร้างวัดหลังใหม่ขึ้นมาที่จังหวัดกระบี่ ในนาม “วัดนักบุญอักแนส” ซึ่งได้ทำการเสกและเปิดวัดในวันที่ 30 มิถุนายน 2002

พุดหง – วันที่ 6 กรกฎาคม 2001 พระคุณเจ้าประพนธ์ ชัยเจริญ ได้อนุมัติ ให้โรงเรียนฝึกอาชีพดอนบอสโก พุดหงส์ ได้ยกระดับเป็นโรงเรียนฝึกอาชีพอย่างถูกต้องตามกฎหมายตั้งชื่อใหม่ว่า “ดอนบอสโกพัฒนา” ต่อมาโรงเรียนได้รับโล่พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นเกียรติสำหรับการพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยมีคุณพ่อเรนโซ โรซซิญอโล เป็นผู้ไปรับเพราะคุณพ่อเป็นผู้ก่อตั้งและติดตามกิจการนี้มาตลอด

พนม – พระคุณเจ้าประพนธ์ ชัยเจริญ ได้อนุมัติให้คุณพ่อแพทริก มัชโชนี (Maccioni Patrick) สร้างบ้านพักพระสงฆ์ถาวรเป็นอาคารกว้างและสะดวก ใช้สำหรับการประชุมหน่วยงานอภิบาลของวัด

บ้านแสงอรุณ – พระคุณเจ้าประพนธ์ ชัยเจริญ ได้อนุมัติให้คุณพ่อเทพรัตน์ ปิติสันต์ ได้ลงมือสร้างอาคารเรียนทันสมัย 6 ชั้นตามแบบแปลนที่ทางโรงเรียนได้เตรียมใว้ก่อนแล้ว เป็นรูปตัวยู โดยใช้ชื่อว่าอาคาร ไมเคิ้ล ได้ทำพิธีเปิดและเสกอย่างเป็นทางการในเดือน กุมภาพันธ์ 2003

สุราษฎร์ธานี – ในปี 2001 พระคุณเจ้าประพนธ์ และทีมงานได้เตรียมทิศทาง 5 ปีแห่งการดำเนินงานอภิบาลตามวัดต่าง ๆ ตามคำแนะนำของพระศาสนจักรสากล

1.19 พระคุณเจ้าประพนธ์ ถึงแก่มรณภาพ

ในวันที่ 20 พฤษภาคม พระคุณเจ้าไมเคิ้ล ประพนธ์ ชัยเจริญ ได้ถึงแก่มรณภาพอย่างกระทันหัน มีพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณเนื่องในโอกาสปลงศพของท่านในอาคารไมเกิ้ล ของโรงเรียนอรุณวิทยา วัดฟาติมาบ้านแสงอรุณ มีคนจำนวนมากจากทั่วประเทศไทยมาร่วมพิธีไว้อาลัยในโอกาสนี้

เมื่อพระคุณเจ้าประพนธ์ ถึงแก่มรณภาพแล้ว ขณะที่รอพระสังฆราชองค์ใหม่ มีการแต่งตั้งคุณพ่อปิเตอร์ นิพนธ์ สาระจิต เจ้าอาวาสวัดแม่พระเมืองลูดร์หาดใหญ่ ให้เป็นผู้บริหารสังฆมณฑล ท่านได้ทำหน้าที่นี้เป็นเวลา 16 เดือนครึ่ง ในที่สุดในวันที่ 9 ตุลาคม 2004 มีการประกาศแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ที่ 3 แห่งสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี พระคุณเจ้ายอเซฟ ประธาน ศรีดารุณศิลป ขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าคณะแขวงซาเลเซียนแห่งประเทศไทย ท่านได้รับการอภิเษกในวันที่ 28 พฤศจิกายน โดยพระการ์ดินัล เซเปร์ หัวหน้ากระทรวงเผยแพร่ศาสนา (PF) ที่อาคารไมเกิ้ล ของโรงเรียนอรุณวิทยา วัดฟาติมาบ้านแสงอรุณ มีพระสังฆราชทุกองค์ของประเทศไทย พระสงฆ์และนักบวชจำนวนมาก นอกนั้นมีสัตตบุรุษจำนวนมากจากทุกสังฆมณฑล พระสังฆราชยอเซฟ ประธาน ได้เข้าไปรับตำแหน่งที่สุราษฎร์ธานี ในวันที่ 5 ธันวาคม 2004

ในวันที่ 26 ธันวาคม 2004 ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ทำให้มีคลื่นสินามิ พัดมาสร้างความเสียหายมากมายในฝั่งทะเลอันดามัน เป็นเหตุให้พระคุณเจ้าประธาน ศรีดารุณศิลป ในฐานะประธานมูลนิธิคาทอลิก สุราษฎร์ธานี ต้องรับภาระในการประชาสัมพันธ์เพื่อขอความช่วยเหลือจากในประเทศและต่างประเทศ และตั้งระบบประสานงานในการนำความบรรเทาให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นสินามิ เป็นงานที่ใช้เวลานานเป็นปี ท่านได้ตั้งศูนย์ประสานงานที่สุราษฎร์ธานี นอกนั้นท่านได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติงานในท้องถิ่น ในที่สามแห่ง คือ ที่วัดกระบี่, ที่ภูเก็ต แต่ศูนย์ปฏิบัติงานใหญ่อยู่ที่หาดทับตะวัน อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา (ดูบท สึนามิ ฝั่งทะเลอันดามัน)

1.20 กิจการของมูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี

1. ด้านการศึกษา มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานีจัดตั้งโรงเรียนหลายแห่งใน 15 จังหวัดของสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี ในแต่ละปีมีการมอบทุนการศึกษาในแต่ละโรงเรียน

2. ด้านการเกษตรกรรม มูลนิธิคาทอลิกสุราษฏร์ธานีได้พัฒนานิคมเกษตรแม่พระองค์อุปถัมภ์ อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี นอกจากนั้นยังได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนานิคมเทพรัตน์ ต.สมหวัง และนิคมขุนทะเล ต. ขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ที่นิคมพุดหง ทางมูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี ได้ทำโครงการส่งเสริมการเกษตร สำหรับคนโรคเรื้อน โดยแบ่งที่ทำกินให้แก่หลายครอบครัว และยังได้ทำปุ๋ยด้วยวิธีการพิเศษเพื่อส่งเสริมคุณภาพของผลผลิต ทางมูลนิธิยังได้สร้างบ้านที่ทันสมัยและสะดวกสำหรับครอบครัวของคนโรคเรื้อน

3. ด้านผู้สูงอายุและเด็กกำพร้า ทางมูลนิธีคาทอลิกสุราษฎร์ธานีได้จัดตั้งบ้านผู้สูงอายุที่อำเภอเบตง จ.ยะลา (ดูรายละเอียดในหนังสือ 50 ปีซาเลเซียนในประเทศไทย)

4. ด้านที่อยู่อาศัย ทางมูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานีได้จัดตั้งหมู่บ้านดอนบอสโก ที่เกาะสมุย สำหรับคนยากจนที่ได้อพยพมาใหม่ได้มีที่อยู่อาศัยในระยะแรก นอกจากนั้นเมื่อมีการเกิดอุทกภัย หรือธรณีพิบัติภัย ทางมูลนิธิได้จัดการช่วยเหลือโดยเฉพาะในการส่งเคราะห์ระยะแรก ต่อมาช่วยในการซ่อมแซมหรือสร้างที่อยู่อาศัย อาทิเช่น อุทกภัยที่เกิดในจังสุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ในปี ค.ศ. 1975 ปี ค.ศ. 1987 อุทกภัยพายุเกย์ ในจังหวัดชุมพร ในปี ค.ศ. 1988 และธรณีพิบัติภัยสึนามิแถบฝั่งทะเลอันดามัน เดือนธันวาคม ป๊ ค.ศ. 2004

5. ด้านแหล่งน้ำ ทางมูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี ได้ช่วยชาวบ้านในหลายพื้นที่ เช่น ต.แสงอรุณ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่นิคมเกษตรแม่พระองค์อุปถัมภ์ อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี ในการหาแหล่งน้ำและพัฒนาระบบส่งน้ำสำหรับการเกษตรกรรม และการบริโภค

6. กิจกรรมเยาวชน ทางมูลนิธิสุราษฎร์ธานีได้ส่งเสริมศูนย์เยาวชน กิจกรรมเยาวชน และลูกเสือนอกโรงเรียน ในทุกแห่งที่มูลนิธิได้เปิดกิจการวัดและโรงเรียน

บทที่ 2

การเยี่ยมเยียนภาคใต้ ค.ศ. 1934 – 1952
และการเปิดวัดคาทอลิกที่ หัวหิน เบตง และ หาดใหญ่

คุณพ่อกาเยตาโน ปาซอตตี เดินทางลงภาคใต้ครั้งแรก

คณะนักบวชซาเลเซียน ได้รับงานอภิบาลในมิสซังราชบุรีอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 1 มกราคม 1929 ต่อมาในวันที่ 6 -15 มกราคม 1929 คุณพ่อกาเยตาโน ปาซอตตี (Gaetano Pasotti) พร้อมคุณพ่อยอแซฟ ปีนัฟโฟ (Giuseppe Pinaffo) ได้เดินทางไปหาดใหญ่ ปีนัง และภูเก็ตเพื่อรับมิสซังภาคใต้ จากคุณพ่อคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีสสังกัด สังฆมณฑล สิงค์โปร์ มีคุณพ่อเดอวัลล์ (De Valles) พาคุณพ่อปาซอตตี และคุณพ่อปีนัฟโฟไปถึงภูเก็ตเพื่อแนะนำกลุ่มคริสตชนที่นั่นให้แก่ซาเลเซียนทั้งสอง

ก่อนที่จะเดินทางกลับไปบางนกแขวก คุณพ่อปาซอตตีได้อุทานว่า “พ่อไม่ทราบว่าเมื่อไรเราจะทำอะไรบางอย่างได้สำหรับสถานที่ในภาคใต้นี้” เมื่อมาถึงบางนกแขวกแล้วคุณพ่อปาซอตตีได้เขียนจดหมายถึงคุณพ่อเปโตร รีกัลโดเน (Pietro Ricaldone) บรรยายเรื่องการต้อนรับโดยผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ทำให้คุณพ่อซาเลเซียนทั้งสอง ประทับใจเกาะภูเก็ตนี้มาก

ในระยะเวลา 5 ปีแรก คณะซาเลเซียน ในประเทศไทยมีพระสงฆ์จำนวนน้อย คุณพ่อปาซอตตีจึงให้ คุณพ่อชาวฝรั่งเศส ในสังกัดสังฆมณฑลสิงค์โปร์ได้ช่วยอภิบาลคริสตชนในภาคใต้ตอนล่างสุด

ในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1933 มีการบวชพระสงฆ์ 6 องศ์ชุดที่สองของคณะซาเลเซียน ในประเทศไทยคือ คุณพ่อมารีโอ รูเซ็ดดู, คุณพ่อการ์โล กาเซตตา, คุณพ่อยอบ การ์นินีและเพื่อนๆ อีก 4 คน คุณพ่อปาซอตตีจึงเริ่มคิดโครงการที่จะลงไปภาคใต้เพื่อเยี่ยมเยียนคริสตชนทางภาคใต้

ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1934 คุณพ่อปาซอสตีได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะรอง (Visitatore) เทียบเท่าคุณพ่อเจ้าคณะแขวงซาเลซียนไทย อีกหนึ่งสมัย และ ในวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 1934 คุณพ่อปาซอตตี รับแต่งตั้งเป็นสังฆรักษ์ (Prefetto Apostolico) ปกครองมิสซังราชบุรี (Prefettura Apostolica) ท่านจึงเริ่มคิดโครงการขยายงานอภิบาลในภาคใต้

สรุปโดยย่อการเยี่ยมเยียนภาคใต้

(ข้อมูลสำหรับข้อความที่จะเขียนต่อไปนี้ได้คัดลอกมาจากการบันทึกรายวันของคุณพ่อมาริโอที่ราชบุรี จากการบันทึกรายวันของบ้านอบรมที่บางนกแขวก และจากการบันทึกในสมุดต่างหากของผู้ติดตามพระคุณเจ้าปาซอตตี เอกสารเหล่านี้อยู่ในห้องเอกสารของแขวงซาเลเซียน ที่หัวหมาก)

การเดินทางช่วงแรกของคุณพ่อมาริโอ

1. ในเดือนพฤษภาคม 1934 คุณพ่อได้เดินทางไปหัวหินเป็นครั้งแรก ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน ท่านได้เดินทางไปหัวหินและประจวบฯ ในเดือนกันยายน และตุลาคมปีเดียวกัน ท่านได้เปิดชั่วคราวที่หัวหิน

2. ระหว่างวันที่ 2-18 พฤศจิกายน 1934 คุณพ่อมาริโอ ได้เดินทางไปถึงหัวหิน จ.ประจวบฯ และชุมพร

3. ระหว่างวันที่ 22 เมษายน – 1 พฤษภาคม 1935 คุณพ่อได้เดินทางต่อจากหัวหินไปถึงชุมพรเป็นครั้งที่ 2 (คุณพ่อมาริโอ บรรยายการเดินทาง 2 ครั้งนี้ในบันทึกรายวันที่ราชบุรี)

การเดินทางของพระคุณเจ้าปาซอตตี

1. ระหว่างวันที่ 9 ตุลาคม – 6 พฤศจิกายน 1935 พระคุณเจ้าปาซอตตี ได้เดินทางพร้อมกับคุณพ่อมาริโอไปชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช หาดใหญ่ จนถึงเบตง (ดูการบันทึกรายวันของบ้านอบรมซาเลเซียนที่บางนกแขวกในวันที่ 9 ตุลาคม และวันที่ 6 พฤศจิกายน)

2. ในวันที่ 28 ตุลาคม 1936 พระคุณเจ้าปาซอตตี เดินทางไปหาดใหญ่และเบตง ใช้เวลา 15 วัน (ดูการบันทึกรายวันของบ้านอบรมซาเลเซียนที่บางนกแขวกในวันที่ 28 ตุลาคม และวันที่ 10 พฤศจิกายน)

3. ในวันที่ 30 มิถุนายน 1937 พระคุณเจ้าเดินทางไปใต้ ไปเสกวัดน้อยที่เบตง ท่านกลับบางนกแขวกในวันที่ 10 กรกฎาคม (ดูการบันทึกรายวันของบ้านอบรมซาเลเซียนที่บางนกแขวกในวันที่ 30 มิถุนายน และ 10 กรกฎาคม)

4. ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 1937 พระคุณเจ้าปาซอตตี ได้ออกเดินทางไปสิงคโปร์ ไปพบคุณพ่อเบร์รุตี และคุณพ่อกัลเดลา พระคุณเจ้าได้พาซิสเตอร์คณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์คนหนึ่งไปฝากคุณพ่อทั้งสองที่เดินทางไปเมืองมาดัส ในประเทศอินเดีย ขากลับพระคุณเจ้าแวะที่เบตง (ดูการบันทึกรายวันของบ้านอบรมซาเลเซียนที่บางนกแขวกในวันที่ 6 พฤศจิกายน 1937)

5. ในวันที่ 23 ตุลาคม 1938 สังฆานุกรการ์เรตโต เดินทางไปกรุงเทพ เพื่อทำพาสปอร์ดและวีซ่า เพื่อเดินทางกับพระคุณเจ้าปาซอตตี ไปเบตงโดยผ่านมาเลเซีย ในวันที่ 28 ตุลาคม สามเณรที่อยู่หัวหินได้ไปที่สถานีไปคำนับพระคุณเจ้าที่กำลังเดินทางไปใต้ ในวันที่ 12 พฤศจิกายน พวกเณรที่หัวหิน ไปที่สถานีรถไฟหัวหินเพื่อคำนับพระคุณเจ้าที่กลับมาจากใต้

6. ในเดือนตุลาคม 1939 พระคุณเจ้าปาซอตตี ได้เดินทางพร้อมกับคุณพ่อเกรสปีไปหาดใหญ่ ยะลา และไปถึงเบตงโดยทางรถยนต์ มีอุปสรรคมากมายเพราะเป็นระยะเวลาสงครามจึงไม่สามารถไปทางมาเลเซียได้ ในโอกาสนี้เถ้าแก่โลฮาลิป และภรรยาชีกิมเพง ได้ถวายสวนยางแปลงหนึ่งให้กับมิสซัง นอกนั้นยังได้ถวายห้องแถวอีกหนึ่งห้องติดกับวัดให้แก่พระคุณเจ้า

7. ในวันที่ 15 ตุลาคม 1941 พระคุณเจ้าปาซอตตี ได้แวะที่หาดใหญ่เพื่อเสกบ้านใหม่ที่คุณพ่อมาริโอได้สร้างท่านจึงเดินทางต่อไปเบตงโดยผ่านทางยะลา (ดูการบันทึกรายวันที่หาดใหญ่)

การเดินทางของคุณพ่อมาริโอ ระหว่าง ปี ค.ศ. 1936-1941

1. คุณพ่อมาริโอ เดินทางไปทั่วภาคใต้ ระหว่าง วันที่ 15 มีนาคม – 28 เมษายน ค. ศ .1936

2. การเดินทางที่สำคัญของคุณพ่อมารีโอ รูเซ็ดดู มาทางภาคใต้ ระหว่าง วันที่ 18 ธันวาคม 1937 – 24 มกราคม 1938

3. คุณพ่อมาริโอ รูเซ็ดดู เดินทางครั้งสำคัญครั้งหนึ่ง ระหว่าง วันที่ 27 ธันวาคม 1938-30 มกราคม 1939)

4. คุณพ่อมาริโอ เดินทางไปทำปัสกาทางใต้ ในเดือนเมษายน 1939

การเดินทางของคุณพ่อเจ้าคณะกับคุณพ่อมาริโอ

1. การเดินทางของคุณพ่อเจ้าจอห์น การ์เซ็ตตา เจ้าคณะแขวงกับคุณพ่อมาริโอ ไปนครศรีธรรมราช และหาดใหญ่ ในวันที่ 22-29 มิถุนายน ค.ศ.1940

2. คุณพ่อเจ้าคณะและคุณพ่อมาริโอ เดินทางไปภูเก็ต ระหว่างวันที่ 5-22 ตุลาคม ค.ศ.1940

รายละเอียดของการเดินทางแต่ละครั้ง (ราชบุรีเป็นฐาน)

ในเดือนเมษายน 1934 คุณพ่อมาริโอ รูเซ็ตดู (Mario Ruzzeddu) ได้มาอยู่ประจำที่ราชบุรีพร้อมสมาชิก 2 ท่าน และในวันที่ 26 เมษายน พระคุณเจ้าปาซอตตี ได้มาเปิดวัดและศูนย์เยาวชนนักบุญยอนบอสโกที่ราชบุรีในบ้านเช่าที่ริมแม่น้ำ เพราะที่ราชบุรีสะดวกในการคมนาคมทางรถไฟ ราชบุรีจะเป็นเหมือนฐานเพื่อการขยายงานไปทางภาคใต้ ตอนนั้นคุณพ่อมาริโอ อายุ 24 ปี

จากการบันทึกของคุณพ่อมาริโอ ที่ราชบุรีเราทราบว่าในวันที่ 2 พฤษภาคม 1934 ท่านได้เดินทางไปหัวหินเป็นครั้งแรกที่หัวหินมีครอบครัวของนายฮกซิ่ว ฉายาบรรณ เป็นครอบครัวที่ถวายการต้อนรับ นายฮงซิ่ว มีบุตร 2 คนทำงานที่โรงแรมรถไฟ ในการเยี่ยมเยียนครั้งแรกนี้นอกจากทำพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ คุณพ่อมาริโอ ยังสามารถรวบรวมรายชื่อคริสตชนที่อยู่หัวหินจำนวน 42 คน ก่อนที่จะเดินทางกลับมาราชบุรีคุณพ่อได้กำหนดวันของการเยี่ยมครั้งที่ 2

คุณพ่อได้เดินทางไปหัวหินครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 13-16 กรกฎาคม 1934 ในโอกาสนี้คุณพ่อมาริโอ ได้รับอนุญาตจากพระคุณเจ้าปาซอตตีให้บอกสัตตบุรุษช่วยกันหาที่เพื่อเปิดวัดและกิจการคาทอลิกที่หัวหิน ในขั้นแรกคุณพ่อเห็นสมควรที่จะเปิดวัดไม้ชั่วคราวแบบง่าย ๆ นายซุ่นกี่ ฉายาบรรณ บุตรของนายฮกซิ่ว ได้รับอาสาที่จะจัดการในเรื่องนี้ คุณพ่อมาริโอได้นำรูปนักบุญเทเรซา แห่งพระกุมารเยซู เพราะพระคุณเจ้าปาซอตตีได้เลือกนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซูเป็นผู้อุปถัมภ์วัดคาทอลิกหัวหิน

ระหว่างวันที่ 17-20 กรกฎาคม 1934 คุณพ่อได้เดินทางต่อไปถึงประจวบคีรีขันธ์ เพราะที่นั่นมิสซังราชบุรีมีที่ดินผืนหนึ่ง และห้องแถวซึ่งคุณพ่อเลโอ รีชาร์ด เคยซื้อไว้ คุณพ่อมาริโอได้ไปพักที่โรงแรมเพราะบ้านของมิสซังไม่สะดวก ต่อมาในวันที่ 18-19 กรกฎาคม ท่านได้เดินทางไปที่นิคมขั้นกระได เพราะที่นั่นมีครอบครัวคริสตัง 4 ครอบครัวที่มาจากท่าหว้ามาจับจองที่ดินทำกิน คุณพ่อมาริโอมีความพึงพอใจมากในสภาพที่ดีของครอบครัวคริสตังเหล่านี้ ต่อมาในวันที่ 20 กรกฎาคม คุณพ่อกลับไปที่หัวหินและราชบุรี

วัดแรก และ วัดที่สอง ที่หัวหิน (วัดนักบุญเทเรซา 1934 – 1935)

เมื่อคุณพ่อมาริโอ รูเซ็ตดู ได้เดินทางไปเยี่ยมกลุ่มคริสตชนหัวหิน ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 3 ตุลาคม คุณพ่อได้จัดพิธีเปิดวัดแรกที่หัวหินเป็นวัดชั่วคราวตั้งอยู่ที่ถนนนเรศวรฤทธิ์ หน้าโรงแรมรถไฟ พระคุณเจ้าปาซอตตี และสมาชิกซาเลเซียนจำนวนหนึ่งได้มาร่วมฉลองวัดนักบุญเทเรซาด้วย ในโอกาสนี้นักบุญยอนบอสโก และนักบุญเทเรซา ได้เตรียมของขวัญที่ประเสริฐให้แก่กลุ่มคริสตชนที่หัวหินคือการพบที่ดินผืนปัจจุบัน พระคุณเจ้าปาซอตตี และคุณพ่อกูรตี ได้เดินทางไปดูที่ดินและมีจดหมายถึงผู้ใหญ่ของคณะที่กรุงตูริน เพื่อขออนุญาตซื้อที่ดินผืนนี้ (ดูจดหมายอนุมัติของคุณพ่อเบร์รูสตี วันที่ 10 ตุลาคม 1934 ดูรายละเอียดในการบันทึกรายวันที่ราชบุรีและประวัติวัดนักบุญเทเรซาหัวหิน)

ในวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1934 พระคุณเจ้าปาซอตตีได้มีประชุมกับที่ปรึกษาและอนุมัติซื้อที่ดินปัจจุบันของโรงเรียนหัวหินวิทยาลัย โดยการประสานงานของ เออูเจนีโอ เดอ จีซัส และปีต่อไปมีการสร้างบ้านพักตากอากาศแบบง่าย ๆ และในบ้านนี้ก็มีโบสถ์นักบุญเทเรซา แห่งพระกุมารเยซู ทำพิธีเปิดและทำมิสซาแรกในวันที่ 28 เมษายน 1935 นับว่าเป็นการเริ่มต้นกิจการที่หัวหิน แม้ว่าจะไม่มีพระสงฆ์อยู่ประจำ

พระคุณเจ้าปาซอตตี ได้มอบบ้านและที่ดินให้นายฮกซิ่ว และครอบครัวเฝ้าดูแล ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 1934 คุณพ่อมาริโอ รูเซ็ตดู ได้เดินทางไปหัวหินอีกครั้งหนึ่งเพื่อทำพิธีมิสซา ในวันที่ 5 ท่านได้เดินทางไปประจวบฯ และนิคมขั้นกระได ในโอกาสนี้คุณพ่อมาริโอ ได้ขายบ้านห้องแถวที่ประจวบฯ ในราคา 60 บาท

คุณพ่อมาริโอ รูเซ็ตดู ไปถึงชุมพร

ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 1934 คุณพ่อได้เดินทางไปชุมพรโดยรถไฟ ท่านได้อยู่ชุมพรเป็นเวลา 7 วัน ที่ชุมพรมีคุณนายบุญธรรม ได้เตรียมที่พักให้คุณพ่อที่โรงแรมของเขาคือโรงแรมสุขสวัสดิ์นิทรา คุณพ่อได้ใช้เวลาในการพบปะกับครอบครัวคริสตชนทุกครอบครัว ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ท่านได้เดินทางไปพบครอบครัวคริสตชนที่ปากน้ำ ต่อมาก็เดินทางไปถึงหลังสวนแต่คุณพ่อไม่สามารถพบใครได้เพราะว่ามีน้ำท่วมจึงเดินทางกลับไปราชบุรี (ดูรายละเอียดในการบันทึกรายวันที่ราชบุรี)

ในวันที่ 22 เมษายน 1935 คุณพ่อมาริโอได้เดินทางไปชุมพรอีกครั้งหนึ่ง และอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 5 วัน คุณนายบุญธรรม ได้จัดห้องพักที่โรงแรม 4 ห้องให้คุณพ่อเพื่อความสะดวกในการพักทำพิธีและเป็นห้องรับแขกด้วย ในโอกาสนี้คุณพ่อได้เดินสำรวจเมืองชุมพรเพื่อหาที่เหมาะสมสำหรับวัดและกิจการคาทอลิกในภายหน้า ท่านเดินทางกลับถึงราชบุรีในวันที่ 1 พฤษภาคม 1935

การเดินทางของพระคุณเจ้าปาซอตตี ถึงเบตงพร้อมกับคุณพ่อมาริโอ รูเซ็ตดู
(ดูการบันทึกที่บ้านอบรมซาเลเซียนบางนกแขวก 9/10-6/11 1935)
ในการบันทึกรายวันที่บ้านเณรซาเลเซียนที่บางนกแขวกในวันที่ 9 ตุลาคม 1935 มีเขียนไว้ว่า “พระคุณเจ้าปาซอตตี ออกเดินทางวันนี้เพื่อไปภาคใต้กับคุณพ่อมาริโอ” พระคุณเจ้าและคุณพ่อมาริโอ ขึ้นรถไฟพร้อมกันที่ราชบุรีในวันที่ 9 ตุลาคม 1935

พระคุณเจ้าปาซอตตี และคุณพ่อมาริโอ ได้แวะที่คั่นกระได เพื่อทำพิธีมิสซาที่นั่นเพราะที่นิคมคั่นกระไดมีคริสตังอยู่ 4 ครอบครัว ต่อจากนั้นคุณพ่อทั้งสองก็ได้ไปที่จังหวัดประจวบฯ เพื่อไปพบข้าหลวงและศึกษาธิการจังหวัดด้วย ศึกษาธิการจังหวัดท่านนี้รู้จักพระสงฆ์ซาเลเซียนอย่างดีที่บางนกแขวก ท่านได้เชิญคุณพ่อทั้งสองให้ไปที่บ้านของตนและที่นั่นได้คุยกันเป็นเวลานาน เฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการศึกษาและการอบรม ต่อจากนั้นในวันที่ 14 ตุลาคม พระคุณเจ้าถึงชุมพร คุณนายบุญธรรมได้ถวายการต้อนรับและจัดห้องพักให้ที่โรงแรมสุขสวัสดิ์นิทรา ในวันที่ 15 พระคุณเจ้าปาซอตตี ได้ทำพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณสำหรับคริสตังที่มารวมกันที่ชุมพรและจากที่ไกล ๆ ด้วย พระคุณเจ้าปาซอตตีเขียนไว้ว่า “คริสตชนที่ชุมพรตั้งหน้าตั้งตารอคอยการเยี่ยมเยียนของธรรมฑูตเป็นเวลานานแล้ว ผมมาถึงชุมพรกลางดึก มีคริสตัง 2 คนมารอคอยพ่ออยู่ เป็นความบรรเทาใจมากมายอะไรเช่นนั้น! วันรุ่งขึ้นเริ่มการเยี่ยมเยียนเป็นการเดินทางเพื่อการสำรวจเป็นครั้งแรก และพ่อเชื่อว่าจะต้องพบคริสตังสัก 2-3 คน ที่ไหนได้มีจำนวนตั้ง 40 คน เป็นหน่วยกลุ่มแรกที่นมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้ที่คอคอดกระ” ต่อจากนั้นคุณพ่อทั้งสองก็ไปที่ปากน้ำชุมพรเพราะที่นั่นมีครอบครัวคริสตังอยู่ 2 ครอบครัว จึงเดินทางกลับ (ดูหนังสือดุจบิดาของคณะผู้รับใช้ หน้า 162)

มาถึงพุนพิน ในวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1935 เวลา 13.00 น. ท่านลงเรือไปถึงบ้านดอน ในระหว่างนั้นบ้านดอนกำลังมีงานประเพณีอยู่ แล้วคุณพ่อได้เข้าพักที่บ้านพักเล็ก ๆ

ในวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1935 ท่านได้เข้าพบข้าหลวงเพื่อคารวะและขออนุญาตเยี่ยมสถานที่ในเมืองสุราษฎร์ธานี แล้วท่านก็ไปเยี่ยมโรงเรียน 2 แห่ง และท่านก็พบคริสตชนที่ไม่ได้ทำพิธีแต่งงาน

ในเช้าวันรุ่งขึ้นของวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ.1935 พระคุณเจ้าได้ทำพิธีมิสซาตามปกติ และได้มี
การโปรดศีลสมรสให้กับคริสตชน 4 คน และได้มีการโปรดศีลล้างบาป 1 คนให้ด้วย เมื่อเสร็จพิธีแล้วคุณพ่อก็เดินทางต่อไปจังหวัดนครศรีธรรมราช

ในเวลาประมาณ 14.00 น. ท่านได้เดินทางถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช และได้พบกับลูกขุนหลวงนคร 2 คน ซึ่งได้เรียนที่อัสสัม กรุงเทพฯ

ในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 1935 ลูกขุนหลวงได้นำคุณพ่อเดินทางไปพบกับข้าหลวง เพื่อขออนุญาตเยี่ยมชมกิจการต่าง ๆ ของนคร เช่น โรงเรียน วัดพระธาตุ โรงเรียนคริสเตียน ซึ่งมีนักเรียนอยู่ประมาณ 120 คน ในช่วงบ่ายคุณพ่อได้เดินทางไปร่อนพิบูลย์ เพื่อไปเยี่ยมกิจการธุรกิจของลูกขุนหลวงเองและเย็นก็เดินกลับมาก่อน

ในวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 1935 คุณพ่อได้เดินทางไปเยี่ยมนิคมคนโรคเรื้อนที่พุดหง ที่เป็นสถานที่รักษาคนโรคเรื้อนมีอยู่ประมาณ 120 คน โดยมีหมอคริสเตียนคอยดูแลอยู่ หลังจากนั้น
คุณพ่อก็เดินทางโดยรถไฟไปยังหาดใหญ่ พอถึงสถานีรถไฟควนเมียง อาจารย์ทวน คมกริช ได้ขึ้นรถไฟคารวะพระคุณเจ้าและเดินทางต่อไปถึงหาดใหญ่ และไปพักที่บ้านอาจารย์ทวน ท่านเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเกษตรของหลวงที่นั่น ท่านมีครอบครัวและมีลูกที่เพิ่งเกิดใหม่ยังไม่ได้รับศีลล้างบาป

ในเช้าวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 1935 คุณพ่อได้ทำมิสซาและได้โปรดศีลล้างบาปให้แก่
ลูกของอาจารย์ทวน หลังจากนั้นอาจารย์ทวนได้นำคุณพ่อไปเยี่ยมชมกิจการต่าง ๆ ของโรงเรียนเกษตรของท่าน

ในวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1935 ช่วงเช้าเวลาประมาณ 9.00 น. อาจารย์ทวนได้นำคุณพ่อเดินทางไปที่สงขลา และได้ไปเยี่ยมชมกิจการต่างๆ รวมทั้งสถานที่ราชการของสงขลา ได้เข้าเยี่ยมที่จวนข้าหลวง และได้พบกับกัปตันอาวุโสวอสเบน (Vosbein) ชาวเดนมาร์ก ซึ่งมีแฟนเป็นคาทอลิก ท่านมีลูกชายที่มีความต้องการจะรับศีลล้างบาป และคุณพ่อจะโปรดศีลล้างบาปให้ในเสาร์ถัดไป คุณพ่ออยู่จนค่ำ ก็ได้เดินทางกลับหาดใหญ่

ในวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 1935 คุณพ่อและคณะได้เดินทางต่อไปยังจังหวัดปัตตานี ถึงตอนค่ำ ได้พบกับหนุ่มคาทอลิกคนหนึ่ง ชื่อ เคียงซอ (เซี่ยวเหลียง) เป็นเจ้าของบริษัทรถเมล์ที่วิ่งสายปัตตานี ยะลา โคกโพธิ์เขาได้พาคุณพ่อไปพักที่โรงแรมจีนแห่งหนึ่ง

ในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1935 ในเช้าวันนั้นเคียงซอก็ได้มารับคุณพ่อเดินไปตามถนนสายสำคัญของปัตตานี จนถึงเวลาบ่ายก็เดินทางกลับหาดใหญ่

ในวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1935 เวลาประมาณหลังเที่ยง ได้มีกัปตันวอสเบน (Vosbein) ชาวเดนมาร์กมาพบคุณพ่อ คุยในเรื่องของการรับศีลล้างบาป เรื่อง คำสอน พิธีการต่าง ๆ สำหรับในวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้นกัปตันวอสเบนได้แนะนำว่าที่หาดใหญ่มีคาทอลิกอีกบางคน เช่น นายเฉิน (Xuen) ซึ่งเขาเป็นลูกของชาวโปรตุเกสเรียนที่อัสสัมชัน และเขาได้แนะนำคาทอลิกที่อยู่ในหาดใหญ่อีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวเยอรมัน ชื่อ สไรเบอร์ (Schreiber) อาศัยอยู่ที่หาดใหญ่มาได้ 1 ปีแล้ว เขาประกอบอาชีพค้าขาย เขาได้รู้จักซาเลเซียนมานานแล้ว และเขาได้ถามคุณพ่อว่า คุณพ่อจะมีโครงการทำอะไรสำหรับทางภาคใต้หรือไม่ เพราะมีครอบครัวคนจีนได้ส่งลูกไปเรียนที่ปีนัง 300 กว่าคน เพราะการศึกษาที่นั่นดีกว่าทั้งยังได้เรียนภาษาจีนและภาษาอังกฤษด้วย เขาจึงเสนอให้พระคุณเจ้าเปิดโรงเรียนที่มีระดับการศึกษาเท่าเทียมกับอัสสัมชันกรุงเทพในหาดใหญ่ ในช่วงเย็นนายวอสเบน อาจารย์ทวน และคุณพ่อได้พูดถึงเรื่องโรงเรียน อาจารย์ทวนพูดว่ามีเถ้าแก่คนจีนอาจจะให้ที่ดินเพื่อจุดประสงค์นี้ หลังจากนั้นคุณพ่อก็ได้เดินทางไปดูที่ดินดังกล่าว ซึ่งเป็นที่ดินที่ห่างจากถนนใหญ่และอยู่เลียบตามคลองเตย

ถึงปินังและเบตง

ในวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 1935 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ ในเวลา 6.30 น. พระคุณเจ้าและคุณพ่อมาริโอได้เดินทางไปสงขลา เพื่อทำมิสซา โปรดศีลกล่าว และโปรดศีลล้างบาป เมื่อเสร็จพิธีคุณพ่อก็นั่งรถยนต์เดินทางไปปีนัง คุณพ่อพักอยู่ที่ปีนังตั้งแต่วันที่ 27-28 ตุลาคม ค.ศ. 1935 เพื่อดูวัดและโรงเรียนต่าง ๆ ที่ปีนัง ในวันที่ 27 พระคุณเจ้าได้เขียนจดหมายถึงผู้ใหญ่ของคณะที่กรุงตูริน บรรยายสถานการณ์ที่ได้พบเห็นที่หาดใหญ่ และปินังด้วย (ดูจดหมายของพระคุณเจ้าปาซอตตี ลงวันที่ 27 ตุลาคม 1935)

ในวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 1935 พระคุณเจ้าได้เดินทางไปถึงเบตง เมื่อพระคุณเจ้าไปถึงด่านชายแดน ได้พบกับตำรวจที่เป็นคาทอลิก ได้พาคุณพ่อเข้าเมืองและนำคุณพ่อไปเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ ต่อจากนั้นได้ไปพักที่บ้านเถ้าแก่โลฮาลิบ ซึ่งให้การต้อนรับอย่างดี ต่อมาเถ้าแก่โลฮาลิบจะถวายบ้านของตนกลางตลาดเบตงให้แก่พระคุณเจ้า พระคุณเจ้าและคุณพ่อมาริโออยู่เมืองเบตงเป็นเวลา 6 วัน

ในวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 1935 คุณพ่อทำมิสซาในบ้านเถ้าแก่โลฮาลิบ มีคนมาร่วมมิสซากันประมาณ 30-40 คน และได้พบกับเถ้าแก่ชาวสงขลาคนหนึ่ง ซึ่งขอให้คุณพ่อเปิดโรงเรียนที่สอนภาษาอังกฤษที่หาดใหญ่ เพราะที่หาดใหญ่มีคาทอลิกอีกจำนวนหนึ่ง

ในวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 1935 คุณพ่อออกไปเยี่ยมคริสตชนตามบ้าน

ในวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1935 ฉลองนักบุญทั้งหลาย คุณพ่อได้ทำมิสซาอย่างสง่า หลังจากนั้นออกเยี่ยมบ้านคริสตชนในบริเวณนั้น

ในวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1935 วันภาวนาสำหรับผู้ล่วงลับ คุณพ่อได้ออกไปเสกสุสาน ซึ่งห่างจากตัวเมืองเป็นระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร เป็นที่ดินที่เถ้าแก่โลฮาลิบได้ถวายให้มิสซังเช่นเดียวกัน

ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1935 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่คุณพ่อพักอยู่ที่เบตง คุณพ่อได้ทำมิสซา โปรดศีลล้างบาป 4 คน ศีลมหาสนิทกว่า 50 คน

วันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1935 คุณพ่อเดินทางกลับโดยแวะที่หาดใหญ่เล็กน้อย เพื่อพบคริสตังค์บางคน ต่อไปท่านเดินทางกลับไปยังจังหวัดราชบุรี และท่านได้เขียนข้อความเรื่องนี้รายงานต่ออัคราธิการที่กรุงตูริน ประเทศอิตาลี ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1935

ขณะที่คุณพ่อมาริโออยู่เบตง ท่านได้เขียนจดหมายถึงผู้ใหญ่ของคณะเหมือนกันเพื่อบรรยายสิ่งต่าง ๆ ที่ได้พบเห็นและแสดงความภูมิใจที่พระคุณเจ้ามอบงานเยี่ยมเยียนคริสตชนที่ภาคใต้ให้แก่ท่าน (ดูจดหมายของคุณพ่อมาริโอ ลงวันที่ 31 ตุลาคม 1935 ในห้องเอกสารของแขวงซาเลเซียน กรุงเทพฯ)

คุณพ่อมาริโอ เดินทางไปทั่วภาคใต้ (15 มีนาคม – 28 เมษายน 1936)

ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม – 28 เมษายน 1936 คุณพ่อมาริโอ รูเซ็ตดู ได้เดินทางไปทั่วภาคใต้ใช้เวลา 45 วัน ท่านได้พยายามไปเยี่ยมคริสตชนทุกคนที่รู้จักในสมัยนั้นและที่กระจัดกระจายอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ ทั้งฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งอ่าวไทยถึงจังหวัดนราธิวาส ท่านได้เตรียมการเดินทางนี้อย่างละเอียด โดยเขียนไปรษณียบัตรถึงคริสตังที่ท่านรู้จัก กำหนดวันที่คุณพ่อจะไปถึงเพื่อเยี่ยมเยียนและทำพิธี (ดูการบันทึกรายวันของบ้านอบรมบางนกแขวก วันที่ 15 มีนาคม 1936 และวันที่ 28 เมษายน 1936)

คุณพ่อได้ออกเดินทางจากราชบุรีไปถึงหัวหิน ต่อมาไปชุมพร เมื่อทำพิธีมิสซาที่ชุมพรเสร็จแล้วท่านเดินทางโดยรถยนต์พร้อมคริสตังบางคนไปถึงกระบุรี และเดินทางโดยเรือไปถึงระนอง คุณพ่อใช้เวลาเยี่ยมเยียนคริสตชนที่นั่นตามเหมืองต่าง ๆ ต่อมาคุณพ่อก็เดินทางไปตะกั่วป่า ภูเก็ต และพังงา เพื่อเยี่ยมเยียน คริสตชนในที่ต่าง ๆ ต่อมาท่านกลับมาที่ภูเก็ต ที่ภูเก็ตนี้มีคุณหลวงชนะ นิเทศก์ ซึ่งให้การต้อนรับและประสานงานกับคริสตังอื่น ๆ ต่อมาคุณพ่อก็ได้ลงเรือและเดินทางไปกันตัง และโดยรถไฟไปถึงตรัง ทุ่งสง และนครศรีธรรมราช ต่อจากนั้นคุณพ่อก็เดินทางไปหาดใหญ่ สงขลา ปัตตานี ยะลา

ในแต่ละจังหวัดคุณพ่อจะติดต่อกับศิษย์เก่าอัสสัมชัน กรุงเทพฯ ซึ่งศิษย์เก่าจะนำคุณพ่อไปพบชาวต่างชาติที่บริหารเหมืองแร่ และไปพบครอบครัวคริสตังทั้งไทย จีน และคนต่างชาติ ในการเดินทางครั้งแรกและใช้เวลาหลายวันนี้ คุณพ่อต้องใช้ความอดทนและเพียรพยายาม ใช้เวลาพอสมควรในการทำความรู้จักกับคริสตชนแต่ละคนและทราบซึ่งปัญหาครอบครัวของเขา คุณพ่อนำหนังสือคำสอน นิตยสารเยาวสาร หนังสือประวัติของคุณพ่อบอสโก และศาสนภัณฑ์หลาย ๆ อย่าง

พระคุณเจ้าปาซอตตี เดินทางไปเบตง (28 ตุลาคม 1936)

ระหว่างปี 1936 พระคุณเจ้าปาซอตตี ป่วยเป็นโรคมาเลเรีย ต้องรักษาตัวเป็นเวลาหลายเดือน แต่ในวันที่ 28 ตุลาคม 1936 พระคุณเจ้าปาซอตตี เดินทางพร้อมกับคุณพ่อมาริโอ ไปเบตงเพื่อฉลองนักบุญทั้งหลายแล้วภาวนาสำหรับผู้ล่วงลับ ท่านเขียนไว้ว่าท่านได้พบคริสตชนจำนวน 200 กว่าคน มาจากมาเลเซีย มาทำงารนในสวนยาง (ดูการบันทึกรายวันของบ้านอบรมที่บางนกแขวก และจดหมายของพระคุณเจ้าปาซอตตีถึงผู้ใหญ่) ในโอกาสนี้เถ้าแก่โลฮาลิบได้มอบบ้านของตนอย่างเป็นทางการ ซึ่งพระคุณเจ้าได้เสกในขั้นต้นและใช้ทำพิธีมิสซา พระคุณเจ้าสั่งให้ปรับปรุงเพื่อเป็นวัดน้อย ท่านกลับมาที่ราชบุรีในวันที่ 10 พฤศจิกายน 1936

ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 1936 พระคุณเจ้าปาซอตตี เขียนจดหมายถึงคุณพ่ออัคราธิการ ท่านเขียนว่า “ผมเขียนจดหมายนี้ถึงคุณพ่อจากภาคใต้สุดแดนมิสซังของเรา ณ ที่นี้ผมได้รับความบรรเทาใจที่ได้เสกสำนักธรรมฑูตใหม่และวัดน้อยหลังหนึ่งเมื่อวานนี้”

พระคุณเจ้าปาซอตตี ไปเบตง เสกวัดน้อยนักบุญเปโตร 30 มิถุนายน 1937

ในวันที่ 30 มิถุนายน 1937 พระคุณเจ้าปาซอตตี ได้เดินทางไปใต้อีกครั้งหนึ่ง ท่านได้ไปถึงเบตงและต้นเดือนกรกฎาคม ท่านได้เสกวัดน้อย (คือบ้านของเถ้าแก่โลฮาลิบ ที่ดัดแปลงเป็นโบสถ์) ท่านได้ตั้งชื่อวัดนี้ว่า วัดนักบุญเปโตร ขากลับท่านได้แวะที่ปาดังเบซา ทุ่งลุง และหาดใหญ่ เพื่อเยี่ยมเยียนคริสตชนคนจีนระแวกนั้น ท่านได้กลับมาถึงบางนกแขวกในวันที่ 10 กรกฎาคม 1937 (ดูการบันทึกรายวันของบ้านเณรซาเลเซียนบางนกแขวก ตอนนั้นพระคุณเจ้าพักที่บ้านเณร)

จากข่าวซาเลเซียนลงเดือนตุลาคม 1937 พระคุณเจ้าปาซอตตีเขียนว่า “ผมปรารถนาจะบรรยายอย่างละเอียดถึงการเดินทางอันไกลแสนไกลถึงสุดเขตแดนภาคใต้ของประเทศสยาม ถึงเบตง ณ ที่นั้น บรรดาคริสตชน ประมาณ 250 คน ทำให้ผมตื่นเต้นดีใจอย่างน่ารัก เป็นความประทับใจเกี่ยวกับวัดหลังน้อยที่สวยงามหลังหนึ่ง และบ้านเล็กๆ ที่เรียบง่ายหลังหนึ่ง ผมได้เสกและถวายวัดนี้แด่นักบุญเปโตรไม่กี่เดือนก่อนนี้ ในโอกาสฉลอง 80 พรรษา ของพระสันตปาปา ปีโอที่ 11

ขากลับจากเบตง ผมได้แวะที่หาดใหญ่และที่ทุ่งสง เพื่อถวายมิสซาและโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์แก่สัตบุรุษที่น่ารัก ผู้ที่ได้ต้อนรับผมอย่างดีที่สุด พวกเขาเกือบทุกคนเป็นชาวจีนโดยกำเนิดยังคงรักษาความเข้มแข็ง ร้อนรนในความเชื่อที่เจริญขึ้นอย่างน่ายกย่องเป็นแบบอย่างที่ดีทีเดียว ในจดหมายเดียวกันนี้พระคุณเจ้าพูดถึง การที่นวกชน 14 คน ได้ถวายตัวเป็นนักบวชครั้งแรกในวันที่ 19 มีนาคม 1937 ใน 14 คนนี้ 9 คน เป็นคนไทย (ดูจดหมายของพระคุณเจ้าปาซอตตี S263, Pasotti ในห้องเอกสารของคณะซาเลเซียนที่ส่วนกลางโรม)

ในปี 1937 การตรวจเยี่ยมพิเศษของคุณพ่อกันเดลา (Candela)

และคุณพ่อเปโตรเบร์รุตี (Pietro Berruti)

ในเดือนตุลาคม 1937 พระคุณเจ้าปาซอตตี ไม่ได้ไปภาคใต้เลย เพราะว่าในการบันทึกรายวันของบ้านอบรมซาเลเซียนที่บางนกแขวกมีเขียนไว้ว่า ในวันที่ 31 ตุลาคม พระคุณเจ้าไปร่วมฉลองที่วัดพระหฤทัยวัดเพลง แต่ในวันที่ 6 พฤศจิกายน ท่านได้เดินทางไปสิงคโปร์ ไปพบคุณพ่อเบร์รุตี และคุณพ่อกันเดลา พระคุณเจ้าได้พาซิสเตอร์คณะธิดาแม่พระอุปถัมภ์ ซึ่งพระคุณเจ้าฝากกับคุณพ่อเบร์รุตี พาไปถึงเมืองมาร์ดัส ประเทศอินเดีย ขากลับพระคุณเจ้าไปแวะที่เบตง

การเดินทางที่สำคัญของคุณพ่อมารีโอ รูเซ็ดดู มาทางภาคใต้
18 ธันวาคม 1937 – 24 มกราคม 1938
ในปี ค.ศ.1937 คุณพ่อมาริโอ ได้เดินทางไปใต้ครั้งสำคัญเพื่อเป็นโอกาสให้ครอบครัวคริตชนที่กระจัดกระจายได้ฉลองคริสต์มาส ถึงแม้ว่าจะล่าช้า ท่านได้ออกเดินทางจากราชบุรีในวันที่ 18 ธันวาคม 1937 เดินทางไปหัวหินต่อไปชุมพร ในวันที่ 24 ธันวาคม 1937 นั้นคุณพ่ออยู่ที่บ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานี ในปีนั้นคุณพ่อได้ฉลองคริสต์มาส (เราทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้จากสมุดบันทึกที่ท่านได้เขียน และจากจดหมายที่ท่านได้เขียนถึงพระคุณเจ้าปาซอตตี สำหรับลงในนิตยสารอุดมพันธ์)

ในวันที่ 27 ธันวาคม 1937 ขณะที่คุณพ่อมาริโอ อยู่ที่นครศรีธรรมราชแล้วท่านได้เขียนรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการเดินทางของท่านถึงพระคุณเจ้าปาซอตตี เพื่อให้ท่านสามารถลงในนิตยสารอุดมพันธ์ ท่านเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับสุราษฎร์ธานีว่า ในวันที่ 24 ธันวาคม ท่านได้ถึงที่บ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานี นายริชาร์ด ได้รับรองท่านที่บ้าน ในตอนบ่ายมีคริสตังบางคนได้มาพบท่าน ในคืนวันที่ 24 คุณพ่อได้ทำพิธีมิสซาในห้องทำงานของมิสเตอร์ริชาร์ด ขณะที่ภายนอกมีฝนตกหนักพอสมควรเป็นเวลา 3 วัน คืนนั้นเป็นคืนแรกที่มีการฉลองคริสต์มาสที่สุราษฎร์ธานี โดยคุณพ่อซาเลเซียน มีผู้ที่รับศีลมหาสนิท 18 คน ในวันที่ 25 คุณพ่อยังได้ทำมิสซาที่บ้านดอน อีกครั้งหนึ่ง และเดินทางไปเยี่ยมบ้านของคริสตังด้วย ตอนเย็นของวันนั้นก็มีการรับประทานอาหารร่วมกัน มีมิสเตอร์รัสช์ จอห์นสัน (Rush Johnson) ซึ่งเป็นอดีตนักมวย

ต่อมาคุณพ่อได้เดินทางไปนครศรีธรรมราช คุณพ่อมาริโอ บอกว่าครั้งสุดท้ายที่ได้มานครศรีธรรมราชกับพระคุณเจ้าปาซอตตี ไม่ได้พบครอบครัวคริสตังที่นครศรีธรรมราช แต่คราวนี้ท่านได้พบ2 ครอบครัวที่นครศรีธรรมราช และได้ทราบว่าที่ปากพนังมีครอบครัวคริสตังบางครอบครัวอยู่ด้วย

ในวันที่ 1 มกราคม 1938 ขณะที่คุณพ่ออยู่ที่เหมืองปินเยาะ อ.บันนังสตาร์ (ตามทางที่จากยะลาไปเบตง ) คุณพ่อมาริโอ ได้เขียนจดหมายถึงพระคุณเจ้าปาซอตตี (นอกนั้นท่านยังได้บันทึกเรื่องของตนในสมุดต่างหาก) เล่าต่อว่าที่นครศรีธรรมราชลูกของคุณหลวงนคร นายชินฮวด แสดงความปรารถนาให้มิสซังราชบุรีเปิดโรงเรียนที่นั่น เขาอยากให้คุณพ่อมาริโออยู่ที่นี่อีก 1 วัน เพื่อไปดูที่ดินบางแห่งแต่คุณพ่อไม่มีเวลาเขาจึงพาคุณพ่อไปที่สถานีรถไฟเขาชุมทองเพื่อไปหาดใหญ่ ขณะที่เดินทางจากนครศรีธรรมราชไปเขาชุมทองกับนายชินฮวด เขาแสดงความคิดว่าถ้าเราจะเปิดโรงเรียนที่หาดใหญ่แทนที่จะเปิดที่นครศรีธรรมราช เราคงจะผิดหวังมาก เพราะว่าเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองเก่าแก่ สังคมมีความมั่นคง ค่าครองชีพไม่แพง และนครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลางของภาคใต้ ส่วนหาดใหญ่เป็นเมืองใหม่ยังไม่เจริญ เป็นเมืองเที่ยวของคนจีน มีโสเภนีมาก ค่าครองชีพก็สูง ถ้าเราเลือกนครศรีธรรมราชสำหรับตั้งโรงเรียน และรัฐบาลไม่ช่วย คุณหลวงนครจะหาที่ดินเอง และพร้อมที่จะช่วยด้านทุนทรัพย์ด้วย

เมื่อถึงหาดใหญ่แล้วคุณพ่อเข้าพักที่บ้านอาจารย์ทวน ต่อมาคุณพ่อไปสงขลาไปเยี่ยมโรงเรียนประจำจังหวัด 2 แห่ง แล้วก็ไปเยี่ยมเถ้าแก่ที่จะถวายที่ดิน 6 ไร่ แก่มิสซังในหาดใหญ่ เถ้าแก่คนนี้มีโรงหนังและออฟฟิตใหญ่ในเมืองสงขลา คุณพ่อเล่าว่า เขาเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี พูดเก่ง แล้วพูดถึงธุรกิจของเขามากมาย เขาได้มาจับจองที่ดินที่หาดใหญ่เมื่อยังเป็นป่า ยังไม่มีสถานีรถไฟ คุณพ่อถามเขาว่าทำไม่อาศัยอยู่ที่หาดใหญ่ แต่มาตั้งหลักอยู่ที่สงขลา ท่านก็ตอบว่าหาดใหญ่ยังไม่เจริญและเต็มไปด้วยซ่องโสเภณี ครอบครัวผู้ดีไม่สมควรที่จะมีบ้านอยู่ในสถานที่แบบนี้ก่อน ตัวเองมีโครงการที่ช่วยพัฒนาหาดใหญ่ให้ดีกว่านี้ เขาก็อยากให้ศาสนาทุกศาสนาช่วยกันในเรื่องนี้ด้วย ถ้าทางมิสซังคาทอลิกรับที่ดิน 6 ไร่ที่เขาถวาย เขาดีใจมากและมีความยินดีมาก เพียงแต่ทำหนังสือเป็นภาษาจีนให้เขาเป็นหลักฐาน เถ้าแก่คนนี้ไม่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว แต่นั่งรถโดยสารเสมอ สุดท้ายคุณพ่อถามเขาอีกว่า มียศหรือตำแหน่งอะไรบ้าง เขาบอกว่าไม่มีและไม่อยากจะมีด้วย เพราะจะเป็นโซ่ทองที่จะผูกมัดเขา เขาอยากเป็นเพื่อนกับทุกคน แต่ว่าเป็นคนจีนและอยากจะอยู่เป็นแบบคนจีน อยากให้ลูกเรียนภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ เมื่อกลับมาที่หาดใหญ่คุณพ่อมาริโอไปดูที่ดินดังกล่าวสำรวจอย่างละเอียด มีความรู้สึกไม่ค่อยดี เพราะอยู่ห่างจากชุมชนและติดคลองเตย เหมาะแก่การปลูกผักมากกว่า กว่าจะมีถนนมาถึงที่นี่ต้องใช้เวลานาน

วันรุ่งขึ้นคุณพ่อก็เดินทางไปยะลา ที่นั่นคุณพ่อได้พบกับคุณวอสเบน ซึ่งได้แนะนำให้รู้จักหมอชาวอินเดียคนหนึ่งที่เป็นคาทอลิก ชื่อ มิสเตอร์โนเอล อันเดอร์สัน ต่อจากนั้นก็เดินทางไปเมืองปินเยาะ อำเภอบันนังสตาร์ จังหวัดยะลา เพราะที่นั่นมีคนต่างประเทศอยู่หลายคน ส่วนที่ยะลา (บ้านนิบง คุณพ่อทราบว่ามีจำนวนคริสตชนพอสมควร)

ในวันที่ 4 มกราคม 1938 ขณะที่คุณพ่อมาริโอ อยู่ที่ทุ่งสง คุณพ่อยังเขียนถึงพระคุณเจ้าปาซอตตีเป็นครั้งที่ 3 โดยบอกว่าคุณพ่อได้เดินทางติดต่อกันเป็นเวลา 2 วันแล้วและค่อนข้างเหนื่อยแต่มีความสุขที่สามารถนำข่าวดีของพระเจ้าและทำพิธีทางศาสนาให้แก่คริสตชนอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง คุณพ่อยังพูดต่อไปว่าได้ฉลองปีใหม่ที่ยะลา ต่อมาท่านได้ไปนราธิวาส ในวันที่ 2 ท่านก็เดินทางไปตันหยงมัสโดยรถไฟ และต่อรถยนต์ไปถึงนราธิวาส ที่นี่คุณพ่อได้พบคริสตชนประมาณ 12 คน ซึ่งมีความยินดีมากในการพบปะกับพระสงฆ์คาทอลิก และทำพิธีศาสนาเป็นครั้งแรกที่คุณพ่อไปถึงนราธิวาส ท่านจึงได้สัญญากับคริสตชนว่าจะไปอีกครั้งในโอกาสฉลองปัสกา คุณพ่อมาริโอ ยังเล่าต่อไปว่าที่หาดใหญ่ท่านได้พบมิสเตอร์โทมัส เป็นคาทอลิกชาวอินเดียที่เคยสัญญากับคุณพ่อที่มาจากปินังว่า ตัวเองพร้อมที่จะให้ที่ดินผืนเล็ก ๆ แก่พวกเขา ถ้าพวกเขามาเปิดวัดที่หาดใหญ่ แต่พวกเขาไม่ได้มา

ก่อนที่จะจบจดหมายคุณพ่อพูดว่าในวันรุ่งขึ้นท่านจะเดินทางไปตรัง กันตัง ภูเก็ต ตะกั่วป่า และระนอง ในวันที่ 24 มกราคม คุณพ่อได้กลับไปถึงราชบุรี

พระคุณเจ้าปาซอตตี และคุณพ่อมาริโอ เดินทางไปใต้คนละทาง

ในเดือนพฤษภาคม 1938 พระคุณเจ้าปาซอตตี และคุณพ่อมาริโอ ได้เดินทางไปใต้เพื่อให้โอกาสแก่คริสตชนที่จะทำปัสกา แต่ไปคนละทาง พระคุณเจ้าปาซอตตี ไปสำหรับคนจีน ส่วนคุณพ่อมาริโอ สำหรับคนต่างประเทศ และคนไทย (ดูการบันทึกรายวันที่บ้านอบรมซาเลเซียนบางนกแขวก)

การเดินทางของพระคุณเจ้าปาซอตตี และสังฆนุกร การ์เร็ตโต (Carretto)

26 ตุลาคม – 12 พฤศจิกายน 1938

ในการบันทึกรายวันของบ้านอบรมที่บางนกแขวก ในวันที่ 23 ตุลาคม 1938 มีเขียนไว้ว่า สังฆนุกรการ็เร็ตโต เดินทางไปกรุงเทพเพื่อทำหนังสือเดินทาง และวีซ่า เพราะว่าท่านจะต้องเดินทางไปใต้กับพระคุณเจ้าปาซอตตี ต่อมาในวันที่ 26 ตุลาคม พระคุณเจ้าปาซอตตี และสังฆนุกร การ์เร็ตโต ผ่านหัวหินโดยรถไฟ ผู้ใหญ่และสามเณรที่อยู่หัวหิน ได้ไปคำนับพระคุณเจ้าที่สถานี (ดูการบันทึกรายวันของบ้านอบรมบางนกแขวก) เมื่อพระคุณเจ้ากลับมาจากเบตง และหาดใหญ่ในวันที่ 12 พฤศจิกายน ผู้ใหญ่และสามเณรที่หัวหินยังไปคารวะพระคุณเจ้าที่สถานีรถไฟหัวหิน พระคุณเจ้าได้นำผลไม้ ขนม และต้นไม้จากใต้มาฝากพวกเขาจำนวนหนึ่ง เป็นเครื่องหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ของงานอภิบาลของท่านในภาคใต้ (ดูการบันทึกรายวันของบ้านอบรมบางนกแขวก)

คุณพ่อมาริโอ รูเซ็ดดู เดินทางครั้งสำคัญครั้งหนึ่ง
(วันที่ 27 ธันวาคม 1938-30 มกราคม 1939)

ในระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1938 – 30 มกราคม ค.ศ. 1939 คุณพ่อมารีโอ รูเซ็ดดู ได้เดินทางมาเยี่ยมครอบครัวคริสตชนที่กระจัดกระจายในจังหวัดต่างๆ ทางภาคใต้ คุณพ่อมารีโอ รูเซ็ดดู ได้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งรายละเอียดนี้ทำให้เรารู้ว่า คุณพ่อได้เดินทางลงมาทางใต้ 3 – 4 ปีติดต่อกันแล้ว (ดูการบันทึกของคุณพ่อมาริโอในสมุดต่างหาก และในบันทึกรายวันของวัดแม่พระบังเกิด)

คุณพ่อออกเดินทางจากราชบุรีมาหัวหินเพื่อ ฉลองงานคริสต์มาสที่หัวหินและปราณบุรีในวันที่ 27-28 ธันวาคม ทำให้มีผู้รับศีลศักดิ์สิทธิ์ประจำปีอย่างพิเศษ 4 คน ก่อนที่จะเดินทางออกจากหัวหิน คุณพ่อพูดว่า การเดินทางครั้งนี้คุณพ่อไม่ค่อยมีกำลังใจหรือความกระตือรือร้นในการเดินทางครั้งนี้ เพราะจากนราธิวาสไม่มีใครตอบจดหมายของคุณพ่อเลย

ในวันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ. 1938 คุณพ่อได้เดินทางไปถึงชุมพร และได้พบปะกับคริสตังค์ที่นั่น อาทิเช่น นายชุน เถ้าแก่เป้า นางจรวย ศิษย์เก่าอัสสัมฯ ซึ่งทำงานเป็นพนักงานรถไฟ และได้ฉลองคริสต์มาสที่นั่น โดยมีผู้มาร่วมพิธีประมาณ 10 คน มีผู้ที่รับศีลมหาสนิทพิเศษ 7 คน ระหว่างวันที่ 29-31 ธันวาคม

ต่อจากนั้นคุณพ่อเดินทางไปกระบุรีและจากนี้ลงเรือไปถึงระนองระหว่างวันที่ 1 – 6 มกราคม ค.ศ. 1939 ที่นี่คุณพ่อพบชาวต่างประเทศที่ทำงานเหมืองแร่ต่างๆ ในแถบนั้นและคนไทยบางคน ท่านได้เดินทางไปถึงฝั่งพม่าที่จุดใต้สุดของพม่า (Victoria Point) เพื่อพบคริสตชนที่เป็นกะเหรี่ยงที่นั่น ในวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1939 คุณพ่อกลับมาที่ปากน้ำระนองและเดินทางต่อไปที่เมืองของ Mr. O’ HARE และค้างคืนที่นั่น วันรุ่งขึ้นคุณพ่อทำมิสซาที่นั่น และลงเรือจากระนองไปภูเก็ต เรือนี้ออกเดินทางจากปากน้ำระนองไปทางใต้สุดของพม่า (Victoria Point) จึงไปภูเก็ต คุณพ่อถึงภูเก็ตในวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1939 ที่นั่นคุณพ่อได้พบกับชาวต่างประเทศที่ทำงานเหมืองแร่ดีบุกต่างๆ คุณพ่อได้พบกับขุนหลวงชนาทรนิทเทส (Chanador Niddhes) ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นผู้ที่มีความสำคัญมากที่ภูเก็ต

ในวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1939 คุณพ่อได้เดินทางไปพังงา ที่นั่นมีชาวต่างประเทศที่ทำเหมืองแร่ประมาณ 20 คน ในวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1939 คุณพ่อได้เดินทางไปที่ปากจัก โดยคุณพ่ออยู่ที่นั่นเป็นเวลา 2 – 3 วัน ในวันที่ 13 – 17 มกราคม ค.ศ. 1939 คุณพ่ออยู่ที่ภูเก็ต ต่อจากนั้นในวันที่ 16 มกราคม ค.ศ. 1939 ได้มีการประชุมคริสตชนที่นั่นและมีพิธีมิสซาด้วย หลังพิธีมิสซาพวกเขาแสดงความเห็นว่าที่ภูเก็ตน่าจะมีโรงเรียนคาทอลิก เพราะที่ภูเก็ตมีศิษย์เก่าอัสสัมฯ กรุงเทพฯ และเซนต์เซเวียร์ ปีนังหลายคน

ในวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1939 คุณพ่อเดินทางโดยทางเรือไปกันตัง และเดินทางโดยรถไฟไปถึงทุ่งสงและนครศรีธรรมราช ในวันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 1939 ที่นครศรีธรรมราชคุณพ่อได้พบกับคริสตชนบางคน

ในวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1939 คุณพ่อเดินทางไปพัทลุง ซึ่งที่นี้มีคริสตชนประมาณ 3 – 4 คน

ระหว่างในวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1939 คุณพ่ออยู่หาดใหญ่ คุณพ่อได้พบปะกับคริสตังค์คนจีนจำนวนหนึ่ง แล้วคุณพ่อก็เดินทางต่อไปปัตตานี โดยค้างคืนที่นั่น 1 คืน ที่ปัตตานีมีข้าหลวงเป็นคริสตังค์ที่ดีและมีนายเคียงหลิว ซึ่งเป็นเจ้าของรถบัสที่วิ่งจากโคกโพธิ์ไปปัตตานี และจากปัตตานีไปยะลา

ในวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1939 คุณพ่อเดินทางมาถึงยะลา บ้านนิบง คุณพ่อได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงจากที่ได้เห็นในปีก่อนๆ ว่า เมืองนี้มีการขยายตัว บ้านเมืองมีความสะอาดเรียบร้อย และมีการก่อสร้างเพิ่มมากขึ้น ก็เพราะเศรษฐกิจของที่นั่นทั้งยางพาราและแร่ดีบุกมีราคาดี ในวันรุ่งขึ้นคุณพ่อเดินทางไปเหมืองปินเยาะ อำเภอบันนังสตาร์ ก็เพราะที่นั่นมีคริสตังค์อยู่หลายคน

ในวันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 1939 ในช่วงเวลาตอนเย็นคุณพ่อได้เดินทางไปถึงบ้านนรา และได้อาศัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 3 วัน เพราะที่นี่มีคริสตังค์อยู่ 20 กว่าคน ที่นั่นคุณพ่อทำงานหนักในการสอนคำสอน โปรดศีลล้างบาป และโปรดศีลกล่าว ทำมิสซา และไปเยี่ยมบ้านของคริสตชนด้วย ที่บ้านนรานี้เอง คุณวอสเบนท์ มีที่ทำงานด้วย และเป็นผู้ประสานงานให้คุณพ่อได้ดี วันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1939 คุณพ่อเขียนว่า ทั้ง 3 ปีที่คุณพ่อมาบ้านนรา ทุกครั้งในเดือนมกราคมจะมีฝนตกชุกมาก ที่นี่คุณพ่อได้โปรดศีลล้างบาป 3 คน และโปรดศีลกล่าว 2 คู่

ในวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1939 คุณพ่อได้เดินทางไปพัทลุง เพราะคุณพ่อได้นัดพบคริสตชนที่นั่น

ในวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1939 คุณพ่อเดินทางถึงบ้านดอน ซึ่งที่นี่มีคริสตังค์อยู่ 20 กว่าคนเหมือนกัน อาทิเช่น นางเชียงเส็ง นางกี เฉลียว และคุณหมอคนหนึ่งชาวญวณ

ในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1939 คุณพ่อขึ้นรถด่วนกลับไปราชบุรี ท้ายเล่มของการบันทึกการเดินทาง คุณพ่อบันทึกว่าในสถานที่ต่างๆ ได้มีจำนวนผู้รับศีลแก้บาปและรับศีลมหาสนิทประจำปีจำนวนกี่คน ถึงแม้ว่าในตอนแรกของการเดินทางคุณพ่อจะไม่มีกำลังใจมากนัก แต่เมื่อสรุปแล้วสำหรับการเดินทางครั้งนี้ของคุณพ่อได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก

คุณพ่อมาริโอ เดินทางไปใต้ในโอกาสปัสกา ในเดือนเมษายน 1939

ในเดือนเมษายน 1939 คุณพ่อมาริโอได้เดินทางไปใต้อีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะเริ่มงานในฐานะอธิการของบ้านเณร (ดูการบันทึกรายวันที่บ้านอบรมซาเลเซียนที่บางนกแขวก 29-30 เมษายน)

การเดินทางของพระคุณเจ้าปาซอตตี พร้อมคุณพ่อเกรสปี (Crespi)

ไปถึงเบตง ผ่านยะลา 27 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 1939

(ดูรายละเอียดในสมุดเขียนด้วยลายมือในห้องเอกสารของแขวกซาเลเซียน) (พระคุณเจ้าไม่สามารถผ่านทางมาเลเซียเพราะเป็นระยะเวลาสงครามครั้งที่ 2 ขณะที่เดินทางมีคนตรวจพระคุณเจ้าเหมือนกับว่าพระคุณเจ้าเป็นชาวฝรั่งเศส นอกนั้นมีการก่อสร้างทางไปเบตง)

พระคุณเจ้าปาซอตตี และคุณพ่อเกรสปี ได้ออกเดินทางจากราชบุรีโดยรถด่วนในวันที่ 27 ตุลาคม 1939 เมื่อถึงหาดใหญ่ได้เข้าพักที่โรงแรม พวกเขาได้ตามหาคนจีนคนหนึ่งที่ชื่อคอเหลียง และเม่งจุ่น (อาจารย์ทวน ย้ายไปสวรรคโลก ทางเหนือของเมืองสุโขทัยแล้ว) ในวันที่ 29 ตุลาคม พระคุณเจ้าและคุณพ่อเกรสปีได้เดินทางไปยะลา และพักที่โรงแรมเหมือนกัน วันรุ่งขึ้นเขาทั้งสองได้นั่งรถแท็กซี่ไปเบตงจ่ายคนละ 3 บาท เขาถึงอำเภอเบตงในวันที่ 30 ตุลาคม เวลาสามทุ่มใช้เวลาเดินทาง 12 ชั่วโมง เพราะว่ามีการก่อสร้างถนนและเขาต้องหยุดรอหลายจุด ที่เบตงพระคุณเจ้าและคุณพ่อเกรสปีได้เข้าพักที่วัดน้อย และใช้เวลาเป็นประโยชน์มากในงานอภิบาลเพราะเป็นวันฉลองนักบุญทั้งหลายและวันผู้ตาย พระคุณเจ้าและคุณพ่อเกรสปีอยู่ที่เบตงเป็นเวลา 7 วัน ใช้เวลาในการไปเยี่ยมเยียนครอบครัวคริตชนต่าง ๆ ที่บ้านเขาและรับฟังปัญหาของพวกเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เขาฟังทางวิทยุเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลสมัยหลวงพิบูลย์สงคราม (รัฐบาลมีโครงการบีบบังคับคนจีนให้ถือธรรมเนียมไทย)

ในโอกาสนี้เถ้าแก่โลฮาลิปและภรรยาชีกิมเพ็ง ได้ให้หนังสือแก่พระคุณเจ้าที่แสดงว่าเขาทั้งสองถวายที่ดิน 3 แปลงแก่วัดคือ สวนยาง 1 แปลง, สุสาน 1 แปลง และบ้านกลางเมือง ซึ่งพระคุณเจ้าปาซอตตีได้เสกเป็นวัดแล้ว สวนยางอยู่ห่างจากเมืองไปทางยะลาประมาณ 3 กิโลเมตร

ขากลับจากเบตงพระคุณเจ้าและคุณพ่อเกรสปี ได้แวะที่เหมืองปินเยาะเพื่อทำมิสซา พระคุณเจ้าได้พักที่ยะลา 1 คืนจึงเดินทางไปหาดใหญ่ ที่หาดใหญ่นี้เขาได้พักที่โรงแรมเพราะอาจารย์ทวนถูกย้ายไปสวรรคโลกทางเหนือของสุโขทัยหลายเดือนแล้ว

ในวันที่ 14 พฤศจิกายน นายคอเหลียง และนายเม่งจุ่น ได้พาพระคุณเจ้าและคุณพ่อเกรสปี ไปบ้านทุ่งลุง (25 กิโลเมตร จากหาดใหญ่ไปสะเดา) เพื่อทำมิสซาให้คนจีนในมิสซานี้มีผู้รับศีลมหาสนิท 15 คน ชาวบ้านหลายคนขอให้พระคุณเจ้าเปิดโรงเรียนที่หาดใหญ่ พระคุณเจ้าพูดกับทุกคนว่าในไม่ช้าจะมีการเปิดโรงเรียนและมีหอพักนักเรียนประจำด้วย

เนื่องจากว่าเถ้าแก่ชิกิมหยง ได้สัญญากับคุณพ่อมาริโอว่าต้องการถวายที่ดิน 6 ไร่เพื่อกิจการโรงเรียน ฉะนั้นพระคุณเจ้าและคุณพ่อเกรสปี ได้เดินทางจากทุ่งลุงไปถึงเมืองสงขลาไปพบเถ้าแก่ชิกิมหยง พระคุณเจ้าและคุณพ่อเกรสปีต้องรอประมาณ 20 นาที จึงสามารถพบกับเถ้าแก่ชิกิมหยง ซึ่งย้ำคำสัญญาที่เคยให้กับคุณพ่อมาริโอ และยังยืนยันว่า เมื่อมิสซังจะเปิดโรงเรียนท่านพร้อมที่จะให้ความสะดวกหลายอย่าง ตอนเย็นของวันนั้นพระคุณเจ้าและคุณพ่อเกรสปี เดินทางกลับราชบุรีโดยรถไฟ

การเดินทางของคุณพ่อจอห์น การ์เซ็ตตา เจ้าคณะแขวง กับคุณพ่อมาริโอ

ไปนครศรีธรรมราช และหาดใหญ่ ในวันที่ 22-29 มิถุนายน ค.ศ.1940

(ดูการบันทึกรายวันของบ้านอบรมซาเลเซียนที่บางช้าง และสมุดบันทึกเรื่องนี้โดยเฉพาะ)

ระหว่างปี ค.ศ.1939-1940 คุณพ่อเจ้าคณะกำลังพิจารณาเปิดกิจการซาเลเซียนที่หัวหิน และที่ภาคใต้อีกหนึ่งแห่ง คุณพ่อมาริโอ รูเซ็ตดู จึงได้นำทางคุณพ่อจอห์น การ์เซ็ตตา ไปถึงนครศรีธรรมราชและหาดใหญ่ เพื่อสำรวจสถานการณ์ คุณพ่อเจ้าคณะและคุณพ่อมาริโอ ออกเดินทางที่ราชบุรีโดยรถด่วนในวันที่ 22 มิถุนายน 1940 ความตั้งใจแรกคือไปพบนายเชียงเส้ง ผู้จัดการบริษัท ยิบอินซอย (Yip In Tsoi) ที่บ้านดอน แต่เนื่องจากว่าท่านได้เดินทางไปนครศรีธรรมราช คุณพ่อเจ้าคณะและคุณพ่อมาริโอก็เดินทางไปถึงนครศรีธรรมราชด้วย ขณะที่คุณพ่อทั้งสองอยู่บนรถไฟได้สังเกตุคำพูดของชาวบ้านที่พูดถึงนครศรีธรรมราชว่าเป็นเมืองใหญ่เหมือนกับเป็นเมืองหลวงของภาคใต้ นอกนั้นคุณพ่อทั้งสองสังเกตุว่ามีชาวญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งอยู่บนรถไฟสนทนากันเสียงดัง พวกเขาไม่เกรงใจใคร ที่นครศรีธรรมราชคุณพ่อเจ้าคณะและคุณพ่อมาริโอ ได้พบผู้จัดการเชียงเส้ง ต่อมาพวกเขาก็ได้สำรวจสถานการณ์ของเมืองเล็กน้อยจึงเดินทางไปหาดใหญ่ ที่หาดใหญ่คุณพ่อเจ้าคณะได้สังเกตุเห็นว่าเป็นเมืองที่มีการค้าขายมากคุณพ่อเจ้าคณะและคุณพ่อมาริโอได้พบกับนายเม่งจุน ซึ่งได้พาเขาทั้งสองไปพบเถ้าแก่ชิกิมหยงที่สงขลา เมื่อเขาทั้งสองได้ทำธุระเสร็จแล้วได้กลับมาที่หาดใหญ่และเดินทางไปถึงยะลา วันต่อมาเขาเดินทางไปถึงเหมืองปินเยาะ ซึ่งเหมืองนี้มีคนงานรวมทั้งหมด 600 กว่าคน จึงเดินทางกลับ การเดินทางครั้งนี้เป็นเหมือนการสำรวจสถานการณ์เพื่อมีข้อมูลสำหรับการสรุปและตัดสินใจ

คุณพ่อเจ้าคณะและคุณพ่อมาริโอ เดินทางไปภูเก็ต

ระหว่างวันที่ 5-22 ตุลาคม ค.ศ.1940

(ดูการบันทึกของคุณพ่อเจ้าคณะในสมุดต่างหากในห้องเอกสารของแขวง)

คุณพ่อมาริโอ ออกเดินทางไปประจวบคีรีขันธ์ก่อน เพื่อเยี่ยมเยียนคริสตชนที่นั่น คุณพ่อเจ้าคณะเดินทางโดยรถไฟ สมทบกับคุณพ่อมาริโอที่ประจวบคีรีขันธ์ และเดินทางต่อไปถึงทุ่งสง ได้พบกับคุณเล็ก ซึ่งเป็นลูกน้องของหลวงสิทธิ์ และเดินทางพร้อมกับเขาไปกันตรังโดยรถไฟ ขณะที่เดินทางคุณพ่อเจ้าคณะและคุณพ่อมาริโอได้ทราบว่า สมาคมจีนที่ภูเก็ตได้ยกโรงเรียนของพวกเขาให้โปเตสเตนท์แล้ว คุณพ่อเจ้าคณะและคุณพ่อมาริโอเริ่มคิดว่าเขาทั้งสองคงเสียเที่ยวแล้ว คืนวันที่ 6 คุณพ่อเจ้าคณะและคุณพ่อมาริโอ ลงเรือโดยสารชื่อทุ่งคาที่กันตรัง เพื่อเดินทางไปภูเก็ต และถึงภูเก็ตในเวลาเช้า คุณพ่อเจ้าคณะและคุณพ่อมาริโอได้เดินทางไปพบคุณลวงชนาทรนิทเทส (Chanador Niddhes) ทันที ซึ่งได้ต้อนรับคุณพ่อทั่งสองเป็นอย่างดี คุณพ่อเจ้าคณะสังเกตุเห็นว่าท่านเป็นผู้ที่มีบารมีมาก มีคนรับใช้จำนวนมาก เป็นผู้ที่มีความรู้ พูดได้หลายภาษา มีบ้านหลังใหญ่เหมือนวัง บ้านก็เต็มไปด้วยลูกหลาน และบริวาน ภรรยาของคุณหลวงและคนรับใช้เหล่านี้ได้แสดงความเคารพต่อคุณพ่อทั้งสองอย่างมาก คุณหลวงได้พาคุณพ่อไปที่พักซึ่งเป็นห้องโถงหรูหรา ตอนเที่ยงท่านได้เลี้ยงอาหารแบบคนจีน ขณะที่รับประทานอาหาร คุณพ่อเจ้าคณะและคุณพ่อมาริโอได้รับทราบว่าสมาคมจีนได้ยกโรงเรียนจีนให้แก่โปเตสเตนแล้ว

เมื่อรับประทานอาหารแล้วคุณหลวงได้พาคุณพ่อเจ้าคณะและคุณพ่อมาริโอไปดูที่ดินผืนหนึ่ง ซึ่งท่านพร้อมที่จะให้แก่ซาเลเซียนเพื่อเปิดกิจการโรงเรียนอีกแห่งหนึ่ง เมื่อคุณพ่อเจ้าคณะและคุณพ่อมาริโอได้เข้าใจสถานการณ์แล้ว คุณพ่อทั้งสองได้เตรียมตัวกลับ แต่ก่อนที่จะกลับเขาทั้งสองได้ไปขึ้นเรืออิตาเลียน 3 ลำที่ถูกกักไว้ที่อ่าวแห่งหนึ่งที่เกาะภูเก็ต และวันรุ่งขึ้นคุณพ่อทั้งสองจึงเดินทางกลับ

ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1941 คุณพ่อมารีโอ รูเซ็ดดูได้มาประจำอยู่ที่หาดใหญ่ เริ่มการมีพระสงฆ์ประจำอยู่ที่หาดใหญ่อย่างต่อเนื่องตลอดมา และหาดใหญ่เริ่มเป็นศูนย์คาทอลิก เพื่อการอภิบาลกลุ่มคริสตชนที่กระจัดกระจายใน 14 จังหวัดภาคใต้ (ชุมพร – นราธิวาส) เนื่องจากว่าพระคุณเจ้าปาซอตตี มีภาระกิจมากมายในเวลานั้นเพราะการเบียดเบียน คุณพ่อย็อบ ได้เดินทางแทนพระคุณเจ้าไปเบตง เพราะคุณพ่อรู้ภาษาจีนดี ในวันที่ 9 เมษายน 1941 ท่านได้เดินทางไปเบตงพร้อมกับสามเณรสนม วีระกานนท์ โดยไปทางยะลา พอถึงอำเภอบันนังสตาร์ เจ้าหน้าที่ได้จับสามเณรสนม ในข้อหาเป็นแนวร่วมเพราะไม่มีเอกสารติดตัว สามเณรสนม จึงถูกกังขังไว้เป็นเวลาประมาณ 1 เดือน จนได้รับเอกสารยืนยันจากบางนกแขวกว่าเป็นครูใหญ่ของบ้านเณรบางช้างจึงถูกปล่อยตัว

ในเดือนมิถุนายน 1941 ขณะที่คุณพ่อมาริโอกำลังสร้างบ้านหลังแรกที่หาดใหญ่ ท่านยังเดินทางไปเยี่ยมเยียนคริสตชนที่นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และชุมพร ในวันที่ 7 มิถุนายน ท่านได้เขียนจดหมายถึงพระคุณเจ้าปาซอตตีพูดว่า “พ่อเพิ่งจบการเยี่ยมเยียน คริสตชนแถวชุมพร และกำลังออกเดินทางกลับไปหาดใหญ่”

ในวันที่ 16 กันยายน 1941 คุณพ่อมาริโอ ยังเดินทางไปเยี่ยมเยียนคริสตชนในฝั่งทะเลอันดามัน ไป ระนอง ตะกั่วป่า พังงา และภูเก็ต ที่นี่คุณพ่อได้ไปขึ้นเรือของชาวอิตาเลียนที่จอดอยู่ในอ่าวภูเก็ตและอยู่กับพวกกลาสีเรือ 2-3 วัน (คุณพ่อบอกว่าได้เงินบุญมากพอสมควร) จึงเดินทางกลับไปกันตรัง ทุ่งสง และหาดใหญ่

เมื่อสงครามญี่ปุ่นเริ่มขึ้นแล้ว ในวันที่ 8 ธันวาคม 1941 การเดินทางไปเยี่ยมเยียนคริสตชนที่กระจัดกระจายลำบากมาก โดยเฉพาะการเดินทางไปเบตงต้องไปทางยะลาและใช้ช้างเป็นพาหนะเพราะการสร้างถนนยังไม่เสร็จและหยุดก่อสร้าง ในปี 1944 คุณพ่อมาริโอย้าย มีคุณพ่ออ็อตโตลีนา มาแทน

เมื่อสงครามสงบลงแล้ว ในปี 1947 คุณพ่อยอบ การ์นินี และคุณพ่อนาตัล มาเน ได้มาประจำที่หาดใหญ่และจากที่นี่เขาทั้งสองจะผลัดเปลี่ยนไปเยี่ยมคริสตชนที่กระจัดกระจายเหมือนที่คุณพ่อมารีโอเคยทำ ระยะนี้ มีกลุ่มคริสตชนขนาดใหญ่พอสมควรกำลังเกิดขึ้นที่อำเภอทับสะแก ในตำบลห้วยยาง ซึ่งในปี 1952 มีวัดและมีพระสงฆ์อยู่ประจำ และปีต่อไปมีโรงเรียน นับว่าเป็นการขยายงานอภิบาลจากเหนือลงไปทางภาคใต้เรื่อยๆ

ในเวลาเดียวกันทางด้านทะเลอันดามัน คือ ตั้งแต่ระนองจนถึงตรัง คุณพ่อคณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์มารับหน้าที่อภิบาล โดยตั้งศูนย์อภิบาลที่เกาะภูเก็ต ในปี 1952 พระคุณเจ้าการ์เร็ตโตจึงปฏิรูปงานการปกครองและงานอภิบาลทางภาคใต้ ดังนี้ ตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ – สุราษฎร์ธานี คุณพ่อที่ประจำอยู่ห้วยยาง(บ้านแสงอรุณ) เป็นผู้รับผิดชอบ นครศรีธรรมราช – นราธิวาส หาดใหญ่รับผิดชอบ ส่วนระนอง – ตรัง เกาะภูเก็ต เป็นศูนย์ (คณะสติกมาติน)

บทที่ 3

วัดอัครเทวดาราฟาแอล บ้านเณรสำนักฝึกธรรมซาวิโอ

นิคมสมหวัง และ ท่าทอง

วัดอัครเทวดาราฟาแอล

ตั้งอยู่ ณ บ้านเลขที่ 317 ถนนตลาดใหม่ ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ในอดีตอันไกลเมืองบ้านดอนเป็นเมืองเล็ก ๆ ริมแม่น้ำตาปีเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลไชยยา ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่แต่โบราณ ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการก่อตั้งมณฑลสุราษฎร์ธานีแทนไชยยา เมืองสุราษฎร์ธานีจึงค่อย ๆ เจริญเติบโต

บ้านดอนได้เริ่มขยายตัวมากขึ้นเมื่อมีการตั้งจังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีทางรถไฟผ่านอำเภอพูนพิน และมากกว่านั้นอีก เมื่อมีถนนหนทางเชื่อมชุมพรกับจังหวัดสุราษฎร์ ทำให้สุราษฎร์ธานีเริ่มเป็นจังหวัดเศรษฐกิจของภาคใต้ตอนบน มีอุตสาหกรรม การเกษตร และมีการท่องเที่ยวมากขึ้นทุกที เมืองสุราษฎร์ธานี อยู่กึ่งกลางระหว่างระยะทางขาขึ้นไปถึงกรุงเทพฯ และล่องใต้ไปสุดแดนสยาม ด้วยเหตุนี้สุราษฎร์ธานีเหมาะสมที่จะเป็นศูนย์สังฆมณฑลของภาคใต้

คริสตชนสมัยเยี่ยมเยียน

ก่อนที่ซาเลเซียนจะมาประเทศไทย ไม่มีหลักฐานอะไรที่แสดงว่าเคยมีพระสงฆ์คาทอลิก ไปเยี่ยมเยียนคริสตังที่เมืองบ้านดอนเลย

คุณพ่อมารีโอ รูเซ็ดดู (Fr. Mario Ruzzeddu) ได้รับมอบหมายจากพระคุณเจ้าปาซอตตีให้เป็นผู้ไปเยี่ยมเยียนคริสตชนที่กระจัดกระจายในภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดประจวบฯ ถึงจังหวัดนราธิวาส

ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1935 พระคุณเจ้าปาซอตตี ได้พาคุณพ่อมาริโอ รูเซ็ตดู ไปเยี่ยมเมืองสำคัญในภาคใต้ตามเส้นทางรถไฟจนถึงหาดใหญ่ ปัตตานี และไปถึงเบตงโดยผ่านทางมาเลเซีย เพื่อให้คุณพ่อมาริโอรู้จักสถานที่สำคัญ ๆ และต่อไปท่านจะได้เดินทางไปเอง

ในการเดินทางครั้งแรกนี้พระคุณเจ้าและคุณพ่อมาริโอได้มาถึงพุนพิน ในวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1935 เวลา 13.00 น. ท่านลงเรือไปถึงบ้านดอน ในระหว่างนั้นบ้านดอนกำลังมีงานประเพณี คุณพ่อได้เข้าพักที่บ้านพักเล็ก ๆ ในวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1935 ท่านได้เข้าพบข้าหลวงเพื่อคารวะและขออนุญาตเยี่ยมสถานที่ในเมืองสุราษฎร์ธานี แล้วท่านก็ไปเยี่ยมโรงเรียน 2 แห่ง และท่านก็พบคริสตชนที่ไม่ได้ทำพิธีแต่งงาน ในเช้าวันรุ่งขึ้นของวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ.1935 พระคุณเจ้าได้ทำพิธีมิสซาตามปกติและได้มีการโปรดศีลสมรสให้กับคริสตชน 4 คน และได้มีการโปรดศีลล้างบาป 1 คนให้ด้วย เมื่อเสร็จพิธีแล้วคุณพ่อก็เดินทางต่อไปจังหวัดนครศรีธรรมราช

ในเดือนมีนาคม-เมษายน ค.ศ.1936 คุณพ่อมาริโอได้เดินทางไปเยี่ยมคริสตชนที่กระจัดกระจายทางภาคใต้เป็นครั้งสำคัญและใช้เวลาหลายวัน และได้แวะที่สุราษฎร์ธานีด้วย (ดูภาค 6 บทที่ ½ การเยี่ยมเยียนภาคใต้)

ในปี ค.ศ.1937 คุณพ่อมาริโอ ได้เดินทางไปใต้ครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นโอกาสให้ครอบครัวคริตชนที่กระจัดกระจายได้ฉลองคริสต์มาส ถึงแม้ว่าจะล่าช้า ท่านได้ออกเดินทางจากราชบุรีในวันที่ 18 ธันวาคม 1937 เดินทางไปหัวหินต่อไปชุมพร ในวันที่ 24 ธันวาคม 1937 นั้นคุณพ่ออยู่ที่บ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานี ในปีนั้นคุณพ่อได้ฉลองคริสต์มาส (เราทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้จากสมุดบันทึกที่ท่านได้เขียน และจากจดหมายที่ท่านได้เขียนถึงพระคุณเจ้าปาซอตตี สำหรับลงในนิตยสารอุดมพันธ์)

ในวันที่ 27 ธันวาคม 1937 ขณะที่คุณพ่อมาริโอ อยู่ที่นครศรีธรรมราชแล้วท่านได้เขียนจดหมายถึงพระคุณเจ้าปาซอตตี เพื่อให้ท่านสามารถลงในนิตยสารอุดมพันธ์ ท่านเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับสุราษฎร์ธานีว่า ในวันที่ 24 ธันวาคม ท่านได้ถึงที่บ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานี นายริชาร์ด ได้รับรองท่านที่บ้าน ในตอนบ่ายมีคริสตังบางคนได้มาพบท่าน ในคืนวันที่ 24 คุณพ่อได้ทำพิธีมิสซาในห้องทำงานของมิสเตอร์ริชาร์ด ขณะที่ภายนอกมีฝนตกหนักพอสมควรเป็นเวลา 3 วัน คืนนั้นเป็นคืนแรกที่มีการฉลองคริสต์มาสตรงวันที่สุราษฎร์ธานี มีผู้ที่รับศีลมหาสนิท 18 คน ในวันที่ 25 คุณพ่อยังได้ทำมิสซาที่บ้านดอน อีกครั้งหนึ่ง และเดินทางไปเยี่ยมบ้านของคริสตังด้วย ตอนเย็นของวันนั้นก็มีการรับประทานอาหารร่วมกัน มีมิสเตอร์รัสช์ จอห์นสัน (Rush Johnson) ซึ่งเป็นอดีตนักมวย

ในวันที่ 17 มกราคม 1939 คุณพ่อมารีโอ (หลังจากที่ได้ตระเวนเยี่ยมเกือบทุกจังหวัดในภาคใต้แล้วโดยใช้เวลาประมาณ 1 เดือน) ก็เดินทางมาถึงบ้านดอนซึ่งที่นี่มีคริสตชน อยู่ประมาณ 20 คน อาทิเช่น นางเชียงเส็ง นางกี่ เฉลียว และคุณหมอชาวญวนคนหนึ่ง คุณสงวน ป้าล้วน ชูประยูร ซึ่งทั้งสองคนอยู่จนถึงปัจจุบันนี้

คุณพ่ออยู่ที่บ้านดอนเป็นเวลา 3 วัน เพื่อสอนคำสอนและทำพิธีมิสซาให้แก่ชาวบ้าน สองสามครั้ง (หมายเหตุ ไม่นานมานี้มีผู้มาสัมภาษณ์ป้าล้วน ถามว่า เธอมาจากไหน ป้ามาอยู่สุราษฎร์ เมื่อไหร่ เธอตอบว่า “ป้าเป็นคนสมุทรสงคราม แต่งงานแล้วไปอยู่สามพราน มีคนที่ลงมาที่นี่ บอกว่าหากินง่าย ลุงและป้าจึงย้ายมาอยู่ที่สุราษฎร์ ขายข้าวสาร น้ำปลา ฯลฯ ในตลาด … ป้ามาอยู่สุราษฎร์ ก่อนสงครามญี่ปุ่น มีคริสตังไม่มากนัก มีครอบครัว นายจันทร์ คือ พ่อของนายสมุทร นายบุญมั่น สิริติกิจ แล้วมีครอบครัวฝรั่ง แม่เริ่ม แม่มาลัย และมีครอบครัวของนายเฉลียว ลูกของขุนประธาน เป็นคนมาจากกรุงเทพ จำได้ว่า พบสังฆราชปาซอตตี ครั้งเดียว สังฆราชก็มาที่บ้านป้านี่แหละ หลังจากนั้นก็มีกลุ่มพ่อมารีโอ รูเซ็ดดูมาหลายครั้ง มาทำมิสซาที่บ้านดอน หากมีสัตบุรุษมากก็ไปใช้ที่โรงแรม”)

ในวันที่ 30 มกราคม ท่านได้ขึ้นรถด่วนกลับไปที่ราชบุรี ในปี 1941 คุณมารีโอ รูเซ็ดดู ไปอยู่ประจำที่หาดใหญ่ หาดใหญ่จึงกลายเป็นศูนย์อภิบาล 14 จังหวัดภาคใต้ รวมสุราษฎร์ด้วย แต่ว่าสงครามญี่ปุ่นเริ่มขึ้นทำให้การเยี่ยมเยียนคริสตชนชะงักไปบ้าง เพราะมีอุปสรรคมากมายในการเดินทาง เมื่อสงครามสงบลงแล้วและความเสียหายจากสงครามซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว ในปี 1947 คุณพ่อยอบ การ์นินี (Fr. Job Carnini) และคุณพ่อนาตัล มาเน (Fr. Natale Mane) ได้รับมอบหมายให้ไปอยู่ประจำที่หาดใหญ่เพื่องานอภิบาลโดยเฉพาะ คุณพ่อทั้ง 2 ได้เอาใจใส่ผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนไปเยี่ยมคริสตชนทั่ว 14 จังหวัดเหมือนที่คุณพ่อมารีโอเคยทำ ท่านก็ได้มาที่ สุราษฎร์ด้วย อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

ในปี 1952 พระคุณเจ้าเปโตร การ์เร็ตโต (Mons. Pietro Carretto) ได้จัดระบบงานอภิบาลในภาคใต้เสียใหม่ ให้สุราษฎร์อยู่ในความรับผิดชอบของวัดฟาติมาบ้านแสงอรุณ ซึ่งเพิ่งเปิดได้ในปีนั้น นั้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1953 จนถึงปี 1958 คุณพ่อเดลฟีโน เกรสปี (Fr. Delfino Crespi) ได้รับภาระเดินทางจากบ้านแสงอรุณไปทำมิสซาที่สุราษฎร์ เป็นครั้งคราว

มีวัดและมีพระสงฆ์ประจำ

ในระยะนี้จังหวัดสุราษฎร์กำลังขยายตัวและทางราชการได้วางแผนการตัดถนน เพื่อให้การคมนาคมในภาคสะดวก อันดับแรกมีการสร้างถนนต่อเนื่องจากชุมพรไประนอง ตะกั่วป่า พังงา ตรัง พัทลุง และหาดใหญ่ ต่อมามีการสร้างถนนจากตะกั่วป่ามาถึงสุราษฎร์ธานีและอีกหลายปีต่อมาก็มีการสร้างเชื่อมชุมพรไปทุ่งสง และพัทลุง ซึ่งทำให้สุราษฎร์ธานีมีการคมนาคมที่สะดวกขึ้นเลื่อย ๆ

พระคุณเจ้าเปโตร การ์เร็ตโต มองเห็นการณ์ไกลว่าสุราษฎร์ธานีอาจจะสามารถเป็นศูนย์กลางของสังฆมณฑลใหม่ในภาคใต้ ฉะนั้นเมื่อท่านได้พัฒนานิคมเกษตรบ้านแสงอรุณและได้สร้างศูนย์สังฆมณฑลราชบุรีแล้ว ท่านก็หันความสนใจของท่านไปทางภาคใต้มากขึ้น ท่านต้องการ เปิดวัดและโรงเรียนที่เมืองบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ในปี ค.ศ.1958 โอกาสดีมาถึงเมื่อท่านทราบว่า มีสุภาพสตรี ที่ชื่อว่า นางลิ้นจี่ บุราคม พร้อมที่จะถวายที่ดิน จำนวน 3 ไร่ เพื่อกิจการโรงเรียน พระคุณเจ้าเปโตร การ์เร็ตโต จึงรับบริจาคและท่านยังซื้อเพิ่มอีก 15 ไร่ ในราคาพอสมควรจากนางลิ้นจี่ เธอจึงเป็นบุคคลหนึ่งที่มีอุปการะคุณในการผลักดันการเริ่มต้นกิจการคาทอลิก ที่เมืองบ้านดอน

ในการบันทึกรายงานการประชุมของที่ปรึกษาสังฆมณฑลราชบุรีในวันที่ 11 มีนาคม 1958 เขียนไว้ว่า สังฆมณฑลราชบุรีมีที่ดิน 18 ไร่แล้วที่บ้านดอน โดยได้รับบริจาคที่ดิน 3 ไร่ และซื้อเพิ่ม 15 ไร่ พระคุณเจ้าการ์เร็ตโต ยังพูดว่า ถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มลงมือทำอะไรบางอย่างที่สุราษฎร์ธานี (ดูการบันทึกมติของที่ประชุมที่ปรึกษาสังฆมณฑลราชบุรี วันที่ 11 มีนาคม 1958) ต่อมาในวันที่ 13 ตุลาคม พระคุณเจ้าการ์เร็ตโต รายงานให้กับที่ปรึกษาว่าในวันฉลองนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู (วันที่ 3 ตุลาคม) ได้มีการลงมือก่อสร้างบ้านพักธรรมฑูตที่บ้านดอน (ดูการบันทึกของสังฆมณฑลราชบุรี วันที่ 13 ตุลาคม)

การซื้อที่ดินและริเริ่มงานพระศาสนจักรที่เมืองบ้านดอนนี้ได้รับผลสำเร็จ เพราะความ เสียสละและความเอื้อเฟื้อของครอบครัวคุณสงวน และคุณนายล้วน นอกจากนี้ยังมีอีกผู้หนึ่ง ควรกล่าวถึง คือคุณพ่อชาวอเมริกัน ชื่อคุณพ่อชาร์ลส์ เกเบิล เพราะท่านได้เป็นผู้ออกเงินก้อนใหญ่เพื่อการเริ่มต้นกิจการนี้แต่แรก นอกจากคุณพ่อแล้วยังมีมูลนิธิเบ็นซ์ แห่งรัฐโฮไฮโอ สหรัฐอเมริกา ที่ได้ให้กู้เงินมาสร้างวัด โดยมิได้คิดดอกเบี้ย

ในวันที่ 3 ตุลาคม 1958 ในบ้านของคุณสงวน และคุณนายล้วน ชูประยูร พระสังฆราชเปโตร การ์เร็ตโต ได้ทำสัญญาสร้างบ้านพักพระสงฆ์ และอาคารเรียนหลังแรกชั้นเดียวชั่วคราว ในที่ที่ได้ซื้อไว้ ได้สัญญากับนายสมุทร สิริติกิจ ทั้งสองอาคารนี้สร้างเสร็จทันเปิดปีการศึกษา 1959

คุณพ่อเฮกเตอร์ ฟรีเยรีโอ(Fr. Hector Frigerio )
เป็นเจ้าอาวาส องค์แรก ค.ศ. 1959-1963

ต้นปี 1959 คุณพ่อมารีโอ รูเซ็ดดู เจ้าคณะแขวง ได้มอบหมายให้คุณพ่อเฮกเตอร์ ฟรีเยริโอ อดีตเจ้าคณะ ผู้เชี่ยวชาญในการบุกเบิกเตรียมตัวลงมาที่สุราษฎร์ เพื่อเป็นผู้รับผิดชอบเปิดกิจการคาทอลิกที่สุราษฎร์ธานี ตอนนั้นคุณพ่อเฮกเตอร์ ฟรีเยรีโอ อยู่ที่โรงเรียนดอนบอสโก อุดรธานี ท่านได้ลงมาที่ สุราษฎร์มาดูสภาพทั่วไปและดูการก่อสร้าง

ในวันที่ 4 เมษายน 1959 คุณพ่อเฮกเตอร์ ฟรีเยริโอ ย้ายจากโรงเรียนดอนบอสโก อุดรานี พร้อมสามเณรวิเชียร สมานจิตร และครูปรีดา มาอยู่ที่สุราษฎร์ ท่านให้ครูปรีดายื่นเรื่องเปิด กิจการโรงเรียน

ในการประชุมที่ปรึกษาสังฆมณฑลราชบุรีในวันที่ 14 เมษายน 1959 พระคุณเจ้าการ์เร็ตโต รายงานว่า คุณพ่อเฮกเตอร์ ฟรีเยริโอ ได้ไปประจำอยู่ที่บ้านดอน พร้อมสามเณรวิเชียร สมานจิตร แล้วและโรงเรียนที่บ้านดอนจะมีชื่อว่า “โรงเรียนเทพมิตรศึกษา” พระคุณเจ้ายังรายงานว่าสำหรับกิจการก่อสร้างที่สุราษฎร์ธานีทางสังฆมณฑลได้ลงทุน 300,000 บาทแล้ว (ดูการรายงานประชุมที่ปรึกษาสังฆมณฑลราชบุรี)

ตอนนั้นวัดอัครเทวดาราฟาแอล(วัดน้อย) อยู่ในบ้านพักพระสงฆ์ เพราะว่าบ้านพักพระสงฆ์สร้างได้มาตรฐานแล้ว

ในเดือนพฤษภาคม 1959 มีการเปิดโรงเรียนเทพมิตรศึกษา โดยมีคุณปรีดา แสงสว่าง เป็นครูใหญ่ และสามเณรวิเชียร สมานจิตร เป็นผู้จัดการ (ดูเรื่องโรงเรียนเทพมิตรศึกษา)

เมื่อเปิดโรงเรียนเทพมิตรศึกษาได้ 2 ปีแล้ว พระคุณเจ้าการ์เร็ตโต ได้คิดโครงการที่จะสร้างวัดอัครเทวดาราฟาแอลเป็นตึกถาวร ท่านได้มอบหมายให้วิศวกรชาวอิตาเลียนอาชิเนลลี (Acinelli) เป็นผู้ออกแบบ และขอให้แบบนี้สามารถขยายได้โดยไม่เสียรูปแบบเมื่อมีความจำเป็น พระคุณเจ้าได้ตั้งงบประมาณไว้ 150,000 บาท คุณพ่อเฮกเตอร์ ฟรีเยริโอ ได้ลงมือสร้างวัดอัครเทวดาราฟาแอล วางศิลาฤกษ์ในวันที่ 24 ตุลาคม 1961 สร้างเสร็จในปี 1962

ในปี ค.ศ.1961 คุณพ่อฟรังซิสต์ ลิขิต ชวประพันธ์ ได้มาอยู่สุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นผู้บริหารโรงเรียนเทพมิตรศึกษา ในปี ค.ศ.1965 คุณพ่อได้เดินทางไปร่อนพิบูลย์เพื่อเปิดโรงเรียนดรุณศึกษาที่นั่น

คุณพ่อนาตัล มาเน เป็นคุณพ่อเจ้าอาวาสองค์ที่สอง

(ค.ศ. 1963-1968) เป็นอธิการองค์แรก

ในปี 1963 คุณพ่อเฮกเตอร์ ฟรีเยริโอ ผู้ชำนาญในการบุกเบิก ได้ย้ายไปอยู่ที่ยะลา และเริ่มกิจการงานคาทอลิกที่นั่น คุณพ่อนาตัล มาเน มาเป็นเจ้าวัด ท่านได้ย้ายมาจากหัวหิน หลังจากที่สร้างวัดเสร็จที่ปราณบุรี ในปีนี้เองซิสเตอร์คณะผู้รับใช้ดวงหทัยนิรมลของแม่พระ ได้มาเปิดโรงเรียนธิดาแม่พระที่เมืองบ้านดอน ข้างโรงเรียนเทพมิตรศึกษา เช่นเดียวกัน กิจการคาทอลิกที่เมืองบ้านดอนกำลังเจริญขึ้น เป็นศูนย์อภิบาล 3 จังหวัด คือ สุราษฎร์ (เกาะสมุย) ชุมพร และนครศรีธรรมราช

คณะซาเลเซียน จึงตั้งบ้านสุราษฎร์นี้ให้บ้านซาเลเซียนอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 15 พฤษภาคม 1964

สุราษฎร์ธานีเตรียมการเพื่อเป็นศูนย์มิสซังใหม่ในภาคใต้

คุณพ่อนาตัล มาเน และคุณพ่อลิขิต ชวประพันธ์ ขยันและร้อนรนในการเอาใจใส่ สัตบุรุษที่บ้านดอนและอาณาบริเวณ ในปี ค.ศ. 1963 คุณพ่อมาเน ได้เริ่มนิคมเกษตรที่สมหวัง เพื่อให้ครอบครัวคริสตังที่กระจัดกระจายและไม่มีที่ทำกินได้มารวมกันที่นั่น ในปี 1968 ในนิคมนี้มีคริสตังประมาณ 80 คน

ที่ชุมพร คุณพ่อมาเน ได้ซื้อห้องแถว 2 ห้อง ในซอยสุจินต์ เพื่อเป็นที่สำหรับประพิธีมิสซา และพิธีต่าง ๆ พร้อมทั้งใช้เป็นบ้านพักเวลาที่คุณพ่อมาเยี่ยมคริสตังที่ชุมพร คุณพ่อนาตัล มาเน ยังเดินทางไปทำมิสซาที่เกาะสมุยปีละครั้ง ที่นั่นคริสตังอยู่ 4 คน

ในปี 1965 ที่ร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช คุณพ่อลิขิต ชวประพันธ์ เริ่มเปิดกิจการโรงเรียนดารุณวิทยาขึ้น

หมายความว่า สุราษฎร์ เป็นศูนย์อภิบาลที่มีชีวิตชีวา เหมาะที่จะเป็นศูนย์มิสซังใหม่

คุณพ่อเปโตร เยลลิชี (Pietro Jellici) เป็นอธิการ- เจ้าอาวาส ค.ศ. 1968-1972

ในปี 1968 คุณพ่อมาเน ย้ายไปเป็นอธิการโรงเรียนแสงทอง หาดใหญ่ คุณพ่อเยลลิชี (ที่เพิ่งจบวาระเป็นเจ้าคณะ) ได้รับมอบหมายให้มาอยู่ที่บ้านดอน เป็นอธิการและเจ้าอาวาส มีคุณพ่อวีตาลี มาแทนคุณพ่อลิขิต ที่โรงเรียนและยังมีคุณพ่อเกรสปี มาช่วยงานอภิบาลรอบนอก เป็นต้น ที่นิคมเกษตรสมหวัง แต่คุณพ่อเกรสปีนี้ ท่านได้รับมอบหมายให้หาที่ดินผืนใหญ่ เพื่อเปิดนิคมเกษตรใหม่ในอนาคต คุณพ่อเยลลิชีได้รับมอบหมายให้เตรียมสำนักพระสังฆราชที่บ้านดอน ซึ่งท่านได้ขยายบ้านพักพระสงฆ์เก่าให้เหมาะสมโดยต่อเติมให้ยาวและต่อเติมชั้นที่ 3 เพื่อจะใช้เป็นสำนักพระสังฆราชชั่วคราว

ในวันที่ 14 กันยายน 1969 มีการฉลองต้อนรับพระสังฆราชเปโตร การ์เร็ตโต ซึ่งเดินทางมาเป็นประมุขสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานีเป็นองค์แรก ในโอกาสนี้มีพระสงฆ์ นักบวช และสัตบุรุษมาร่วมฉลองและแสดงความยินดีกับพระคุณเจ้า ส่วนวัดอัครเทวดาราฟาแอล ได้เลื่อนฐานะเป็นอาสนวิหาร เป็นวัดศูนย์กลางของสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานีต่อไป

คุณพ่อสนิท ลุลิตานนท์ เป็นอธิการบ้าน ค.ศ. 1972

ในปี 1972 คุณพ่อสนิท ลุลิตานนท์ เป็นอธิการบ้านซาเลเซียน สุราษฎร์ธานี คุณพ่อเยลิชี ย้ายไปอยู่ที่ อ.ร่อนพิบูลย์ คุณพ่อยอแซฟ วีตาลี เป็นเจ้าอาวาส อาสนวิหาร ต่อมาในปี 1973 คุณพ่อยอแซฟ ฟอร์ลัสซินี เป็นคุณพ่อเจ้าอาวาสอาสนวิหาร

คุณพ่อซันนา เป็นอุปสังฆราช และ เจ้าอาวาส ในปี ค.ศ. 1974 – 1984

ในวันที่ 10 มิถุนายน 1974 คุณพ่ออูโก ซันนา มาประจำที่สุราษฎร์ในตำแหน่งอุปสังฆราช และเจ้าอาวาส

ในปี 1975 เมื่อคุณพ่อสนิท ลุลิตานนท์ ย้ายไปที่อื่น คุณพ่อสนม วีระกานนท์ ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการ ในต้นปี 1975 มีพายุร้ายพัดถล่มจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช เกาะสมุย ทำให้มีคนตายหลายร้อยคน พระคุณเจ้าในฐานะประธานมูลนิธิ ได้รับความช่วยเหลือจากสังฆมณฑลต่าง ๆ เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ผู้ที่เคราะห์ร้าย

วันที่ 28 กันยายน 1975 มีพิธีเสกอาสนวิหาร อัครเทวดาราฟาแอล หลังจากที่ได้ขยายปีกวัด ทั้ง 2 ข้าง และต่อหน้ามุกใหม่ ในโอกาสเดียวกันนี้มีการวางศิลาฤกษ์สำนักฝึกธรรม นักบุญดอมินิก ซาวีโอ ซึ่งจะก่อสร้างในบริเวณวัด

คุณพ่ออูโก ซันนา ได้รับตำแหน่งเป็นอธิการในปี 1977 เพิ่มอีกตำแหน่งหนึ่ง

ในปีต่อไป 1976 เมื่อมีการเปิดบ้านเณรสันติธรรมซวิโอ คุณพ่อซันนา ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบ้านเณร ด้วย

คุณพ่อประธาน ศรีดารุณศีล เป็นอธิการ คุณพ่อซันนา ยังเป็นอุปสังฆราช

ในปี 1980 นี้คุณพ่อประธาน ศรีดารุณศีล ได้มาเป็นอธิการบ้านและอธิการบ้านเณร

คุณพ่อกุสต๊าฟ โรเซนส์ (Fr. Roosens Gustav)

เป็นเหรัญญิกสังฆมณฑล และเจ้าอาวาส 1981-1989

ท่านได้ดำเนินการปรับปรุงวัดแล้วสร้างที่เก็บน้ำฝน นอกนั้นท่านก็ได้สร้างบ้านเจ้าอาวาสใหม่ทางทิศตะวันออกของสนามฟุตบอล เพราะว่าสำนักพระสังฆราชคับแคบและไม่มีที่สำหรับกิจการของเจ้าอาวาส บ้านเจ้าอาวาสใหม่นี้ยังได้เป็นสำนักงานขององค์กรบางอย่างของสังฆมณฑลด้วย

คุณพ่อซันนา เป็นอธิการ

ปี 1982 คุณพ่อซันนา ได้มารับตำแหน่งอธิการบ้านและอุปสังฆราชที่สุราษฎร์ธานีเป็นวาระที่ 2

คุณพ่อประพนธ์ ชัยเจริญ เป็นอุปสังฆราช ในปี ค.ศ. 1984

และ เป็นอธิการบ้านด้วย

คุณพ่อได้เอาใจใส่เรื่องบ้านเณรของสังฆมณฑลเป็นพิเศษ นอกนั้นโดยร่วมมือกับคุณพ่อกุสต๊าฟ โรเซนต์ คุณพ่อได้ทำโครงการขยายการศึกษาของโรงเรียนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย และเปิดโรงเรียนอาชีวดอนบอสโกด้วย

คุณพ่อสมชาย กิจนิชี ทำหน้าที่เป็นอธิการ ในปี 1988

ในเดือนกรกฎาคม 1988 คุณพ่อประพนธ์ ชัยเจริญ ได้รับแต่งตั้งเป็นสังฆราชแทนพระคุณเจ้าการ์เร็ตโต คุณพ่อสมชาย กิจนิชี ได้ทำหน้าที่เป็นอธิการบ้านและโรงเรียน

ในวันที่ 24 กันยายน 1988 อาสนวิหารราฟาแอล ได้จัดพิธีอภิเษกพระสังฆราช ประพนธ์ ชัยเจริญ เป็นประมุขของสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี โดยมีพระสังฆราช ทุกสังฆมณฑลในประเทศไทย มาร่วมให้เกียรติในงานบวชนี้ มีพระสงฆ์ ซิสเตอร์ และสัตบุรุษจำนวนมากจากวัดต่าง ๆ มาร่วมพิธี

คุณพ่อยอห์น วิสเซอร์ (Fr.John Visser) เป็นเหรัญญิกสังฆมณฑล

เจ้าอาวาส ในปี 1989-1992

ในปีนี้ คุณพ่อยอห์น วิสเซอร์ มารับตำแหน่งเจ้าวัด และเหรัญญิกสังฆมณฑล สุราษฎร์ธานี แทนคุณพ่อโรเซนส์ ท่านได้ปรับปรุงสุสานของวัดบ้านดอนให้เหมาะสม

ในระหว่างปี 1990-2000 ทางสังฆมณฑล ระดมกำลังบุคลากร เพื่อเตรียมฉลองปี 2000 ในทุกระดับ อธิเช่น ระดับสังฆมณฑล ระดับโรงเรียน และระดับวัดในเขตสังฆมณฑล เพื่อปลูกจิตสำนึกของคาทอลิก ถึงความสำคัญของการไถ่กู้ การกลับใจ และการฟื้นฟูจิตใจของคาทอลิก เพื่อเตรียมตัวรับพระพรอย่างเต็มเปี่ยมในปีปิติมหาการุญปี 2000 ที่จะมาถึง

คุณพ่อมารีโอ ซาลา เป็นเหรัญญิกสังฆมณฑล อธิการบ้าน เจ้าอาวาส 1992-1994

ในปี 1992 ทางสังฆมณฑล ได้อนุมัติ Master Plan ของบริเวณโรงเรียนเทพมิตรศึกษา เพื่อสร้างอาคาร 6 ชั้น ที่จะทำในระยะ 10 ปีข้างหน้า

คุณพ่อศักดิ์ชัย ตรีว่าอุดม เป็นอธิการ เจ้าอาวาส 1994 – 1997

ในปี 1994 ทางสังฆมณฑล ได้จัดงานฉลอง 25 ปีของสังฆมณฑล และเนื่องจากว่าอยู่ในทศวรรษเตรียมปีศักดิ์สิทธิ์ 2000 พระคุณเจ้าประพนธ์ และทีมงานได้ตั้งโครงการให้ทุกวัดมีหนังสือพระคัมภีร์ตั้งไว้ในที่ดีเด่น นอกนั้นให้ครอบครัวคริสตังทุกครอบครัวได้หาหนังสือพระคัมภีร์มาไว้ที่บ้านและอ่านเป็นประจำ พระคุณเจ้าและทีมงานยังพยายามให้มีการตั้งกลุ่มคริสตชนแห่งการภาวนาโดยใช้พระวาจาของพระเจ้า

คุณพ่อสุพจน์ ริ้วงาม รับตำแหน่งพ่อเจ้าอาวาส และเหรัญญิกสังฆมณฑล ในปี 1997

ในปี 1999 สำนักพระสังฆราช สร้างเสร็จ และทำพิธีเปิด ในวันที่ 12 กันยายน

อนึ่ง คณะภคินีผู้รับใช้ดวงหทัยนิรมลของแม่พระ ที่พระคุณเจ้าปาซอตตี ได้ตั้งคณะขึ้นมาในปี 1937 ได้เป็นกำลังสำคัญของวัดอัครเทวดาราฟาแอลและสังฆมณฑลใหม่นี้ โดย เฉพาะอย่างยิ่งในการดำเนินงานโรงเรียนต่าง ๆ ของสังฆมณฑล ทั้งในสมัยของท่านการ์เร็ตโต และพระคุณเจ้าประพนธ์

ในปี 2001 พระคุณเจ้าประพนธ์ และทีมงานได้เตรียมทิศทาง 5 ปีแห่งการดำเนินงานอภิบาลตามวัดต่าง ๆ ตามคำแนะนำของพระศาสนจักรสากล

ในวันที่ 21 พฤษภาคม พระคุณเจ้าไมเคิ้ล ประพนธ์ ชัยเจริญ ได้ถึงแก่มรณภาพอย่างกระทันหัน มีพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณเนื่องในโอกาสปลงศพของท่านในอาคารไมเกิ้ล ของโรงเรียนอรุณวิทยา วัดฟาติมาบ้านแสงอรุณ มีคนจำนวนมากจากทั่วประเทศไทยมาร่วมพิธีไว้อาลัยในโอกาสนี้

เมื่อพระคุณเจ้าประพนธ์ ถึงแก่มรณภาพแล้ว ขณะที่รอพระสังฆราชองค์ใหม่ มีการแต่งตั้งคุณพ่อปิเตอร์ นิพนธ์ สาระจิต เจ้าอาวาสวัดแม่พระเมืองลูดร์หาดใหญ่ ให้เป็นผู้บริหารสังฆมณฑล ท่านได้ทำหน้าที่นี้เป็นเวลา 16 เดือนครึ่ง ในที่สุดในวันที่ 9 ตุลาคม 2004 มีการประกาศแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ที่ 3 แห่งสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี พระคุณเจ้ายอเซฟ ประธาน ศรีดารุณศิลป ขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าคณะแขวงซาเลเซียนแห่งประเทศไทย ท่านได้รับการอภิเษกในวันที่ 28 พฤศจิกายน โดยพระการ์ดินัล เซเปร์ หัวหน้ากระทรวงเผยแพร่ศาสนา (PF) ที่อาคารไมเกิ้ล ของโรงเรียนอรุณวิทยา วัดฟาติมาบ้านแสงอรุณ มีพระสังฆราชทุกองค์ของประเทศไทย พระสงฆ์และนักบวชจำนวนมาก นอกนั้นมีสัตตบุรุษจำนวนมากจากทุกสังฆมณฑล

พระสังฆราชยอเซฟ ประธาน ได้เข้าไปรับตำแหน่งที่สุราษฎร์ธานี ในวันที่ 5 ธันวาคม 2004 ในวันที่ 26 ธันวาคม 2004 ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ทำให้มีคลื่นสินามิ พัดมาสร้างความเสียหายมากมายในฝั่งทะเลอันดามัน เป็นเหตุให้พระคุณเจ้าประธาน ศรีดารุณศีล ในฐานะประธานมูลนิธิคาทอลิก สุราษฎร์ธานี ต้องรับภาระในการประชาสัมพันธ์เพื่อขอความช่วยเหลือจากในประเทศและต่างประเทศ และตั้งระบบประสานงานในการนำความบรรเทาให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นสินามิ เป็นงานที่ใช้เวลานานเป็นปี ท่านได้ตั้งศูนย์ประสานงานที่สุราษฎร์ธานี และได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติงานในท้องถิ่น ในที่สามแห่ง คือ ที่วัดกระบี่, ที่ภูเก็ต แต่ศูนย์ปฏิบัติงานใหญ่อยู่ที่ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

LIST OF THE PARISH PRIESTS – SURATTHANI

ลำดับที่ รายชื่อ

1 คุณพ่อเฮกเตอร์ ฟรีเยรีโอ 1959 – 1963

2 คุณพ่อนาตัล มาเน 1963 – 1968

3 คุณพ่อเปโตร เยลลิชี 1968 – 1972

4 คุณพ่อยอแซฟ วิตาลี 1972 – 1973

5 คุณพ่อยอแซฟ ฟอร์ลัสซินี 1973 – 1974

6 คุณพ่อฮูโก ซันนา 1974 – 1981

7 คุณพ่อกุสต๊าฟ โรเซ่นส์ 1981 – 1989

8 คุณพ่อยอห์น วิสเซอร์ 1989 – 1992

9 คุณพ่อมารีโอ ซาลา 1992 – 1994

10 คุณพ่อศักดิ์ชัย ตรีว่าอุดม 1994 – 1997

11 คุณพ่อสุพจน์ ริ้วงาม 1997 – 2002

บ้านเณรของสังฆมณฑล สำนักฝึกธรรมซาวิโอ
บ้านเณรเป็นสถาบันที่จำเป็นที่สุดของสังฆมณฑล เพื่อเตรียมบุคคลากรสำหรับการประกาศพระวรสาร ดำเนินงานและการอภิบาลในสังฆมณฑล ผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกมาเป็นพระสงฆ์ ต้องใช้เวลาหลายปีในการเรียนและศึกษากระแสเรียก จึงจะพร้อมตัดสินใจสมัครเป็นพระสงฆ์
เมื่อพระคุณเจ้าการ์เร็ตโต ได้มาอยู่ประจำที่สุราษฎร์ธานี ในปี ค.ศ.1969 ท่านได้ตั้งโครงการที่จะเปิดบ้านเณรของสังฆมณฑล เมื่อทางสังฆมณฑลมีความพร้อม
ในวันที่ 28 กันยายน 1975 โอกาสฉลองอัครเทวดาราฟาแอล พระคุณเจ้าการ์เร็ตโต ได้เสกอาสนวิหาร ราฟาแอล ขยายปีกวัด 2 ข้าง ขยายหน้ามุกใหม่ ในโอกาสเดียวกันนี้ ท่านได้เสกศิลาฤกษ์ สำนักฝึกธรรมซาวีโอ ที่จะสร้างขึ้นมาในบริเวณวัด
ในวัน 20 มิถุนายน 1976 โอกาสฉลองหิรัญสมโภชน์ของการบวชเป็นสังฆราชของพระคุณเจ้าการ์เร็ตโต และวันฉลองแห่ศีลมหาสนิท ได้เสกและเปิดสำนักฝึกธรรมดอมินิก ซาวีโอ มอบหมาย ให้คณะนักบวชซาเลเซียนเป็นผู้รับผิดชอบการอบรม และให้การศึกษาแก่สามเณร
คุณพ่ออูโก ซันนา ท่านเป็นอธิการคนแรกของสำนักฝึกธรรมดอมินิก ซาวีโอ และซิสเตอร์ เทเรศ สวิง ทัพศาสตร์ เป็นผู้ดูแลครัว ในปีแรกมีเณรทั้งหมด 13 คน เณรเริ่มมีบทบาทในวัดทำให้พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ในอาสนวิหารมีความสง่างามมากขึ้น

ในปี ค.ศ. 1980 ได้มีการเปลี่ยนแปลงคุณพ่ออธิการเป็นครั้งแรก เนื่องจากคุณพ่ออูโก ซันนา ย้ายไปอยู่ที่อื่นระยะหนึ่ง คุณพ่อเจ้าคณะซาเลเซียนจึงส่งคุณพ่อประธาน ศรีดารุณศีล มาเป็นอธิการ เณรมีจำนวนเฉลี่ยระหว่าง 35-45 คน เป็นประจำ

ในปี ค.ศ. 1982 คุณพ่อซันนา กลับมาเป็นอธิการอีก

ต่อมาในปี ค.ศ. 1984 มีการเปลี่ยนแปลงอธิการอีกครั้งหนึ่ง เมื่อคุณพ่ออูโก ซันนา ย้ายไปเป็นอธิการที่บ้านซาเลเซียนสามพราน ดังนั้น คุณพ่อประพนธ์ ชัยเจริญ จึงมารับหน้าที่แทน โดยมีคุณพ่อศักดิ์ชัย ตรีว่าอุดม มาช่วยบริหารงานบ้านเณร ช่วยคุณพ่ออธิการอีกแรงหนึ่ง

และในวันเสาร์ที่ 27 กันยายน 1987 โอกาศฉลองครบรอบ 75 ปี ของพระสังฆราชเปโตร การ์เร็ตโต และฉลองอาสนวิหารราฟาแอล ก็มีพิธีเสกบ้านเณรที่ได้ขยายต่อเติมและปรับปรุงใหม่ พระสมณฑูต อัลแบร์โต ตรีการีโก ทำพิธีเสก เณรมีบทบาทมากขึ้นในวัด ในโรงเรียน และในการสอนคำสอนตามวัดต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งในภาคฤดูร้อน

วันที่ 24 กันยายน ค.ศ.1988 คุณพ่อประพนธ์ ชัยเจริญ ได้รับการอภิเษกเป็นพระสังฆราช สืบตำแหน่งแทน พระสังฆราชเปโตร การ์เร็ตโต ดังนั้นคุณพ่อดอมินิก อากุส จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นอธิการแทน

ปี ค.ศ. 1993 คุณพ่อสุขสันต์ ชาวปากน้ำ ซึ่งเป็นเลขานุการของพระสังฆราช เข้ารับตำแหน่งอธิการแทนคุณพ่ออากุส เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1994 สำนักฝึกธรรมดอมินิก ซาวีโอ ต้องสูญเสียปูชนียบุคคลที่สำคัญ นำมาซึ่งความโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง แก่คณะผู้ใหญ่ และบรรดาเณร ของสังฆมณฑลฯ นั่นก็คือ พระสังฆราช เปโตร การ์เร็ตโต ผู้ก่อตั้งสถาบันแห่งนี้

อีกหนึ่งปีต่อมา คุณพ่อยุทธการ ยนปลัดยศ ได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์จากพระสังฆราช ไมเกิ้ล ประพนธ์ ชัยเจริญ ในวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1995 ที่วัดแม่พระฟาติมา บ้านแสงอรุณ และเป็นผลผลิตแรกของสำนักฝึกธรรม ดอมินิก ซาวีโอ นับตั้งแต่เปิดบ้านเณรมา และในวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1996 คุณพ่อนที ธีรานุวรรตน์ ได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์จากพระสังฆราช ไมเกิ้ล ประพนธ์ ชัยเจริญ ณ วัดแม่พระองค์อุปถัมภ์พนม ซึ่งนับเป็นประสงฆ์องค์ที่สองของสำนักฝึกธรรมดอมินิก ซาวีโอ

ปีเดียวกันนี้เอง บ้านเณรก็มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อคุณพ่อสุพจน์ ริ้วงาม มาดำรงตำแหน่งอธิการแทน คุณพ่อสุขสันต์ ชาวปากน้ำ คุณพ่อยุทธการ ยนปลัดยศ เป็นรองอธิการ

ครั้งถึงปี ค.ศ. 1998 ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ของสำนักฝึกธรรม ดอมินิก ซาวีโอ ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งเมื่อ คุณพ่อยุทธการ ยนปลัดยศ ซึ่งเป็นพระสงฆ์องค์แรกของบ้านเณร ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิการของสำนักฝึกธรรม ดอมินิก ซาวีโอ แทนคุณพ่อสุพจน์ ริ้วงาม

ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ดำเนินมาจนกระทั่งวันนี้ สำนักฝึกธรรม ดอมินิก ซาวีโอ ได้รับการพัฒนาปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเรื่อยมาตลอดทั้งในด้านอาคารสถานที่ การอบรม และบุคคลากร ที่ได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาทำหน้าที่ เพื่อช่วยให้สถาบันแห่งนี้ ได้เป็นแหล่งเพาะเมล็ดพันธ์แห่งกระแสเรียก และผลิตบุคคลากรสงฆ์ที่มีคุณค่า และคุณภาพ ให้พระศาสนจักร และตลอด 2 ทศวรรษ ที่ผ่านมา เด็ก ๆ และเยาวชน ทั้งหมด 200 ชีวิตได้ที่ผ่านเข้ามา ณ สถาบันแห่งนี้ แม้ว่าผู้ได้รับเรียกมีมาก แต่ผู้ที่ได้รับเลือกสรรค์ จะมีน้อยก็ตาม นั่นหาใช่สิ่งสำคัญไม่ที่สำคัญคือ สิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นได้รับการปลูกฝัง อบรม และขัดเกลาจากบ้านเณรจนทำให้พวกเขาได้กลายเป็น คนที่มีคุณค่าของสังคม เป็นคริสต์ชนที่ดี มีความหมายต่อพระศาสนจักร อันเป็นพลังสำคัญของสังคม และพระศาสนจักร

จวบจนปีที่ 25 สำนักฝึกธรรมดอมินิก ซาวีโอ มีคุณพ่อยุทธการ ยนปลัดยศ เป็นอธิการ มีจำนวนสามเณร ทั้งสามเณรเล็ก และสามเณรใหญ่ ของสังฆมณฑล จำนวน 36 คน

ในวันที่ 2 มิถุนายน 2001 ในโอกาสฉลอง 25 ปี ของบ้านเณรสำนักฝึกธรรมซาวีโอ ได้มีการบวชพระสงฆ์อีก 2 องค์ คือ คุณพ่ออรรคเดช ทับปิง และคุณพ่อทรงราชย์ ศรีระหงษ์

ในปี ค.ศ.2002 ได้มีการบวชพระสงฆ์อีกองค์หนึ่งคือคุณพ่อสุวัฒน์ เหลืองสอาด ที่บ้านแสงอรุณ

ในปี ค.ศ.2004 คุณพ่อแพทริก มัชโชนี (Maccioni Patrick) พระสงฆ์ซาเลเซียน ได้มาบริหารสำนักฝึกธรรมซาวีโอ อีกครั้งหนึ่ง แต่น่าเสียดายว่าในปลายปีการศึกษา ทางสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี ได้ตัดสินใจที่จะปิดบ้านเณรชั่วคราว เพื่อปรับปรุงสถานการณ์เสียใหม่

นิคมเกษตรสมหวังและท่าทอง

นิคมสมหวังเป็นนิคมเกษตรขนาดเล็กที่เกิดจากความร้อนรน ด้านงานอภิบาล และประสบการณ์ของคุณพ่อนาตัล มาเน เมื่อคุณพ่อนาตัล มาเน อยู่ที่หาดใหญ่ระหว่างปี 1947-1954 และเดินทางไปเยี่ยมคริสตชนที่กระจัดกระจายใน 14 จังหวัดภาคใต้ ท่านได้เห็นที่ดินที่เหมาะแก่การเกษตรหลายแห่งที่ว่างเปล่า

ในปี 1949 ขณะที่คุณพ่ออยู่ที่หาดใหญ่ คุณพ่อได้ไปพูดที่วัดบางนกแขวก และที่วัดเพลง เกี่ยวกับที่ดินที่ว่างทางภาคใต้ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ตามเส้นทางที่กำลังเปิดใหม่ (สายเพชรเกษม) ระหว่างหัวหินถึงชุมพร มีบางครอบครัวได้ไปจับจองอยู่แล้ว ที่ทุ่งประดู่ ใกล้ทับสะแก หลังจากที่คุณพ่อพูด ที่วัดทั้งสองแห่งนี้แล้ว ก็มีหลายครอบครัวสนใจ และบ้านแสงอรุณ ก็เกิดขึ้น

เมื่อคุณพ่อได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสที่บ้านดอน ท่านก็เป็นห่วงถึงครอบครัวคริสตัง ที่กระจัดกระจายและห่างจากวัด ในปี 1964 ท่านเชิญชวนครอบครัวเหล่านั้นมารวมกัน ที่คลองสมหวัง วัดประดู่ ท่านได้ขออนุญาตพระคุณเจ้าการ์เร็ตโต และอาศัยความช่วยเหลือ ของท่าน และผู้ใจบุญอีกหลาย ๆ คน ท่านก็สามารถช่วยเหลือหลายครอบครัว ให้มาอยู่รวมกันที่นิคมสมหวัง จุดประสงค์เพื่อให้พวกเขาอยู่รวมกันจะได้มีวัดของเขาเอง เพื่อจะได้มีโอกาส ร่วมพิธีมิสซาและรับศีลบ่อย ๆ และลูก ๆ จะได้เรียนในโรงเรียนคาทอลิกและเรียนคำสอน

เนื่องจากว่าในสมัยนั้นระยะทาง 10 กิโลเมตรเพื่อไปตลาดยังไม่สะดวก ไม่มีถนนหนทาง คุณพ่อได้สนับสนุนให้มีการเปิดร้านสหกรณ์ ในบ้านของ นายเซ่ กิจเจริญ ทุกครอบครัวมีสิทธิ์ซื้อของในราคาถูก แต่ส่วนมากคุณพ่อต้องการให้สัตบุรุษ ไปร่วมพิธี ที่วัดบ้านดอนอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เมื่อไปวัดที่บ้านดอน ชาวบ้านจะต้องข้ามคลองฉิมหวัง ไปขึ้นรถประจำทางที่สะพานท่ากูบ หรือนั่งเรือประมาณ 4 กิโลเมตร ถึงสะพานมะขามเตี้ย ต่อมา นายเซ่ กิจเจริญ สร้างบ้านที่ปากคลองใหม่เทพรักษ์เสร็จแล้ว มีพระสงฆ์มาถวายมิสซา ที่บ้านนั้นทุกวันอาทิตย์

วันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ.1967 พระสมณฑูตอันเยโล เปโดรนี ไปเยี่ยมสัตบุรุษบ้านสมหวัง พร้อมกับพระสังฆราช เปโตร การ์เร็ตโต โอกาสนั้น ฯพณฯ ท่าน ได้ตั้งชื่อสถานที่ถวายมิสซานั้นว่า “บ้านเทพรักษ์” (อัครเทวดามีคาแอล) และได้ถวายรูปปั้น “เทวดารักษา” หนึ่งรูป นามของ ฯพณฯท่าน “อันเยโล” แปลว่า “เทวดา”

คลองเทพรักษ์

ชาวสมหวัง หลังจากที่ได้ถากถางป่าเรียบร้อยแล้ว โดยมีนายชู แก้วมหา ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้นำ ได้ร่วมมือร่วมแรงกันขุดคลองเชื่อมหนองขุนทะเลกับคลองฉิมหวัง ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร คุณพ่อเจ้าวัดได้ช่วยเหลือปัจจัยส่วนหนึ่ง และอาหารตลอดเวลาที่มีการขุดคลอง จนกระทั่งงานสำเร็จ เมื่อได้น้ำจากคลองใหม่เทพรักษ์แล้ว ชาวสมหวังจึงได้เบิกที่ขุดร่อง ในแปลงของตน พวกเขามีน้ำพอใช้ตลอดปี

ในปี 1968 มีคริสตังอยู่ที่สมหวังประมาณ 80 คน พอดีคุณพ่อมาเน ย้ายไปอยู่หาดใหญ่และคุณพ่อเกรสปีมาอยู่สุราษฎร์ ท่านคิดว่าบางทีนิคมสมหวังอาจจะเป็นที่เหมาะสมที่จะทำเป็นนิคมเกษตรใหญ่ แต่พระคุณเจ้าการ์เร็ตโตแนะนำท่านว่าทางสังฆมณฑลต้องการที่ดินผืนใหญ่กว่านี้และที่ไม่มีคนอาศัยอยู่

ถนนเทพรักษ์

ในปี 1977 กรมทางหลวงได้เปิดทางสายท่ากูบ-บ้านดอนเกลี้ยง ทางใหม่นี้อยู่ห่างจากคลองเทพรักษ์ 2 กิโลเมตร ชาวสมหวังภายใต้การนำของ นายถวิล เดชจินดา ผู้ใหญ่บ้านได้ช่วยกันสร้างถนนเพื่อเชื่อมทางสายใหม่กับคลองเทพรักษ์ ยาว 2 กิโลเมตร และกว้าง 4 เมตร แล้วสร้างถนนเชื่อมคลองเทพรักษ์กับคลองฉิมหวัง ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ถนนสายที่สองนี้ ผ่านที่ดินแปลงที่มี “วัดอัครเทวดามีคาแอล”

ในปี 1980 พระคุณเจ้าเปโตร การ์เร็ตโต ประธานมูลนิธีคาทอลิกสุราษฎร์ธานี ได้ออกทุนสร้างสะพานชั่วคราวข้ามคลองเทพรักษ์ และบริจาคเงินหมื่นบาท ช่วยสร้างสะพาน ข้ามคลองฉิมหวัง

ตั้งแต่นั้นมาพระสงฆ์ที่ไปถวายมิสซาที่สมหวัง นั่งรถยนต์ได้ตลอดทาง คือ จากวัดบ้านดอนไปถึงสมหวัง โดยไม่ต้องนั่งเรืออีกตามที่ท่านเคยทำตลอดมา

วัดอัครเทวดามีคาแอล

ในปี 1980 คุณพ่อเลโอ จึงได้ย้ายสถานที่ถวายมิสซาจากบ้าน นายเซ่ กิจเจริญ มาที่บ้านนายไพโรจน์ แซ่โล้ว เพราะสะดวกกว่า

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ สัตบุรุษบ้านสมหวังปรารถนาที่จะมีวัดสวยงาม สมกับเป็นสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ ความปรารถนานั้นได้กลายเป็นความจริง ในปี 1980 เพราะพระพรของพระเจ้า เงินก้อนใหญ่ประมาณครึ่งหนึ่งของงบประมาณการก่อสร้าง ได้มีผู้ใจบุญจัดหาให้ คือ บราเดอร์ อัลโด โรมีเตลลี ผู้จัดวัดพระหฤทัยที่กรุงโรม พระคุณเจ้าจึงได้อนุมัติให้ลงมือสร้างวัดทันที นอกจากนั้นยังมีสัตบุรุษใจศรัทธาจากวัดหลายแห่งในประเทศไทย ได้บริจาคเงินสมทบ ทุนด้วยใจกว้างขวาง จึงมีทุนสำหรับสร้างสร้างวัด, โรงพละ, ห้องคำสอน และสนามบาสเก็ตบอลด้วย และได้ทำพิธีเปิดใน วันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1981

ท่าทอง “บ้านพระหฤทัย”

กลางเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1968 ชาวท่าทองกลุ่มหนึ่งได้ขอร้องคุณพ่อนาตัล มาเน ให้ไปสอนคำสอนแก่คริสเตียน ที่ท่าทองบ้าง ตั้งแต่นั้นมา คุณพ่อกับบราเดอร์สนั่น วาทนเสรี และซิสเตอร์คณะผู้รับใช้ฯ ได้ไปที่ท่าทองทุกเย็นวันเสาร์ คุณพ่อสอนคำสอนให้แก่ผู้ใหญ่ ซิสเตอร์สอนคำสอนและฝึกขับร้องแก่เด็ก ส่วนบราเดอร์สนั่น พอตกค่ำก็ฉายหนังและภาพนิ่ง ที่กลางตลาด

ในปี ค.ศ.1972 คุณพ่อเซซาร์ คัสเตลลิโน จากกรุงโรม ส่งเงินมาหมื่นบาทเพื่อสร้าง “บ้านพระหฤทัย” พระสังฆราช เปโตร การ์เร็ตโต ออกทุนสร้างบ้าน 2 ชั้น

ในปี ค.ศ.1982 มีการปรับปรุงบ้าน 2 ชั้น และบริเวณให้สวยงามขึ้น และได้กลายเป็นที่พักของซิสเตอร์ฟรังซิสกัน ชาวฟิลิปินส์ ระยะหนึ่ง ขณะที่เขาช่วยงานสังคมพัฒนา ของสังฆมณฑล

บทที่ 4

โรงเรียนเทพมิตรศึกษา

โรงเรียนอาชีวะดอนบอสโกสุราษฎร์ธานี

โรงเรียนเทพมิตรศึกษา

โรงเรียนเทพมิตรศึกษา ระยะที่ 1 ก่อตั้ง ปี 1959-1964

จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งโรงเรียนเทพมิตรศึกษาก็คือ พระคุณเจ้ากาเร็ตโตมีนโยบาย เปิดวัด และโรงเรียนคาทอลิกในทุกจังหวัดในภาคใต้ ต้องการเปิดกิจการคาทอลิกที่สุราษฎร์ธานีด้วยโอกาสดีมาถึงเมื่อ นางลิ้นจี่ แสดงเจตน์จำนงที่จะถวายที่ดิน 3 ไร่ เพื่อกิจการโรงเรียน พระคุณเจ้ากาเร็ตโตรับบริจาคที่ดิน 3 ไร่และซื้อเพิ่มอีก 15 ไร่ในราคาพอสมควร

ในเดือนตุลาคมปี 1958 มีการก่อสร้างบ้านพักพระสงฆ์เป็นตึก 2 ชั้นถาวร และมีการก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราว เพราะว่ายังไม่แน่นอนว่าโรงเรียนจะได้รับความเชื่อถือ

วันที่ 4 เมษายน 1959 คุณพ่อเฮกเตอร์ ฟรีเยรีโอ ได้ย้ายมาอยู่ประจำที่สุราษฎร์ พร้อม เณรวิเชียร สมานจิตร และครูปรีดา เพื่อเปิดกิจการโรงเรียน วันที่ 17 เมษายน 2502 ได้รับ ใบอนุญาตฉบับที่ 2/2502 โดยมีพระสังฆราชเปโตร กาเร็ตโต ประมุขสังฆมณฑลราชบุรี เป็นเจ้าของ

ในปีการศึกษา 1959 นี้ คุณพ่อแฮกเตอร์ ฟรีเยรีโอ เป็นอธิการ นายวิเชียร สมานจิต เป็นผู้จัดการ และครูใหญ่ แต่ได้ลาออกระหว่างปีการศึกษา ทางผู้ใหญ่จึงได้ให้นายปรีดา แสงสว่าง เป็นผู้จัดการ และครูใหญ่แทน (นายวิเชียร สมานจิต และนายปรีดา แสงสว่าง เป็นเณรเก่า เป็นลูกศิษย์ของคุณพ่อฟรีเยรีโอ ที่ศรีราชาและหัวหินตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2) เริ่มรับนักเรียนชั้นมัธยมปีที่หนึ่ง (ประถมปีที่5 ปัจจุบัน) มีนักเรียนเข้าเรียนเพียง 68 คน จาก 2 ห้องเรียน และครู 2 คน

ข่าวการตั้งโรงเรียนเทพมิตรศึกษา ได้แพร่สะพัดออกไปในบริเวณใกล้ และไกล อย่างรวดเร็ว ประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวสุราษฏร์ธานี ต่างรู้สึกดีใจ พากันส่งบุตรหลาน มาเข้าเรียนกันเป็นจำนวนมาก แต่แล้วในปีแรกพวกเขาหลายคน ก็ต้องผิดหวัง เพราะโรงเรียนไม่สามารถรับบุตรหลานของพวกเขาได้หมด กล่าวคือปีแรกโรงเรียนเปิดสอนเพียง ชั้น ป.5 ชั้นเดียว โดยแบ่งเป็นห้อง ก.-ข. อาคารเรียนถาวรก็ยังไม่มี มีแต่อาคารชั่วคราว เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว พื้นราดคอนกรีต ฝาตีด้วยไม้ทึบตอนล่าง แล้วโปร่งตอนบน เวลาฝนตกมีพายุ ก็ต้องคอยหลบหลีกให้ดี

นอกจากตัวอาคารโรงเรียนแล้ว ก็มีตึกเจ้าอาวาสและอธิการโรงเรียน เป็นตึก 2 ชั้น ตึกนี้ดูจะทันสมัยสักหน่อย เพราะฉะนั้นตอนแรกที่ขอจัดตั้งโรงเรียนจึงยื่นใช้ตึกนี้เป็นอาคารเรียน (แต่ไม่ใช้เรียน) คงใช้เป็นโบสถ์ ห้องรับแขก และที่พักอธิการ และเจ้าอาวาส ไปในตัวเสร็จ เนื่องจากในระยะก่อตั้งสถานที่บริเวณโรงเรียนยังไม่เรียบร้อย สองฟากทางเข้าโรงเรียน เต็มไปด้วยต้นไม้และป่าละเมาะน่ากลัวอสรพิษยิ่งนัก เวลาฝนตกที่ต่ำหรือเป็นหลุมเป็นบ่อ จึงเป็นที่ขังน้ำนองเจิ่งไปแม้กระทั่งถนนหนทางเข้าบางตอนก็เป็นทางน้ำผ่าน เต็มไปด้วย ปลาเล็กปลาน้อย กบ เขียน อึ่งอ่าง แม้กระทั่งงูด้วย

นักเรียนรุ่นแรก ๆ ต้องช่วยกันพัฒนาโรงเรียนพร้อมกับเรียนไปด้วยในตัว เป็นต้นว่าใน ชั่วโมงพละ และลูกเสือ ต้องช่วยกันทำงานโยธา ช่วยกันถางป่า-ถมดิน-ขุดตอ เพื่อปรับทำเป็นสนามเล่น ถึงโอกาสคริสต์มาส ในชั่วโมงการฝีมือพวกนักเรียนช่วยทำโคม ดาว และโป๊ะไฟ ประดับบริเวณโรงเรียนในยามราตรีให้สว่างแพรวพราวไปด้วยแสงไฟ จากตะเกียงน้ำมันก๊าส แขวนไว้ตามรั้ว-เสาไฟ-ต้นไม้หลายร้อยดวง (กว่าจะได้จำนวนที่ต้องการ ต้องวิ่งหากันหลายร้าน ทีเดียว) ทำให้ราตรีที่มืดมิดสว่างไสวระยิบระยับน่าทัศนายิ่ง

ขึ้นขวบปีที่สอง เรามีชั้น ป.5-ป.6 อย่างละ 2 ห้อง และเริ่มมีนักเรียนประจำแล้ว ไม่เกิน 10 คน จำนวนนักเรียนดูคึกคักขึ้น ปีนี้ทางโรงเรียนเริ่มส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันกับทางจังหวัด ถึงแม้เราจะไม่ชนะในการกีฬา ขัดข้องด้วยนักเรียนจำนวนน้อย ไม่มีทางคัดเลือกนักกีฬาได้เต็มที่ แต่เราก็ชนะใจคนดูด้วยการเดินพาเหรดในจังหวะแปลกแหวกแนว และเครื่องแบบนักกีฬาที่น่าดู อัฒจันทร์ เชียรกีฬานั้นเล่าแม้จะใช้รถบรรทุกบุโรทั่งของโรงเรียน แต่เราก็ประดับตกแต่งเสียน่าดูไปเลย ทำให้เทพมิตรศึกษา น้องใหม่ในวงการกีฬา มีคนสนใจ และรู้จักมากขึ้น

นักเรียนรุ่นแรก ๆ ต้องลำบากอย่างไร แต่พวกเขาก็ภูมิใจเพราะได้เป็นรากฐานของ โรงเรียน จนบัดนี้เทพมิตรศึกษาเติบใหญ่มีอาคารเรียนที่ทันสมัย ผลิตนักเรียนชั้น ม.ศ.3 ไปแล้ว 5 รุ่น เขาเหล่านั้นต่างก็กลายเป็นศิษย์ที่ระลึกถึงพระคุณ ของโรงเรียนและครูอาจารย์ ที่ได้สั่งสอนอบรมพวกเขามา ซึ่งนับว่ามีแต่จะทวีความสำคัญและเป็นกำลังของโรงเรียนตลอดไป

ในปีการศึกษา 1960 มีนักเรียนเพิ่มขึ้น 2 เท่าและมีนักเรียนประจำ 10 กว่าคนด้วย ในปีนี้โรงเรียนสามารถจัดกีฬาด้วย คุณพ่อแฮกเตอร์ ฟรีเยริโอ อธิการโรงเรียนได้เสนอโครงการต่อสังฆมณฑลราชบุรีเพื่อสร้างอาคารเรียน 3 ชั้นถาวร พระคุณเจ้าการ์เร็ตโต ได้พิจารณาโครงการของคุณพ่อฟรีเยริโอ ในประชุมที่ปรึกษาของสังฆมณฑลในวันที่ 15 ธันวาคม 1960 แต่โครงการไม่ผ่าน ที่ปรึกษาได้อนุมัติให้สร้างอาคารเรียนชั้นเดียวตามแนวถนนนาเมือง และอนุมัติงบประมาณด้วย เหตุที่สังฆมณฑลยังไม่ได้อนุมัติโครงการนี้เพราะว่าในปีต่อ ๆ ไปสังฆมณฑลต้องการวางแผนผังที่แน่ชัดของอาคารเรียนสำหรับแผนกชายและแผนกหญิง

ต่อมาปีการศึกษา 1961 นายปรีดา แสงสว่าง ลาออกจากหน้าที่ผู้จัดการ และครูใหญ่ ทางผู้ใหญ่จึงให้คุณพ่อลิขิต ชวประพันธ์ เข้ารับหน้าที่ผู้จัดการและครูใหญ่ต่อไป คุณพ่อได้ เอาใจใส่ต่อคุณภาพ ของการเรียนการสอนและอาคารสถานที่ เริ่มด้วยการสร้างสนาม บาสเกตบอลขึ้นสองสนาม

ในปีการศึกษา 1962 ท่านได้เริ่มก่อสร้างอาคารเรียนที่สังฆมณฑลได้อนุมัติในเดือนธันวาคม 1960 เป็นอาคารเรียนชั้นเดียวและมีมาตราฐาน 1 หลัง ขนาด 7 คูณ 55 เมตร แบ่งเป็น 7 ห้องเรียน โรงเรียนก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น

ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1963 ซิสเตอร์คณะผู้รับใช้ดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารีย์ 2 ท่าน เดินทางมาอยู่สุราษฎร์ธานี เพื่อจัดตั้งโรงเรียนธิดาแม่พระแผนกหญิงโดยแบ่งพื้นที่ของโรงเรียนเทพมิตรเป็นสองส่วน ในปีแรกแผนกหญิงได้ใช้เก่าเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว ส่วนทางโรงเรียนเทพมิตรศึกษาได้ตึกใหม่เพียงอาคารเดียว

ปีการศึกษา 1963 คุณพ่อแฮกเตอร์ ฟรีเยรีโอ ได้ย้ายไปประจำอยู่ที่ยะลา คุณพ่อนาตัล มาเน มารับตำแหน่งเป็นอธิการและคุณพ่อเจ้าวัด

ระยะที่ 2 ปี 1965-1983 พัฒนาคุณภาพและอาคารสถานที่

ในปีการศึกษา 1965 คุณพ่อลิขิต ชวประพันธ์ ได้ย้ายไปอยู่ที่ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราชเพื่อเปิดกิจการโรงเรียนดรุณศึกษา ในระยะเวลา 4 ปี ที่ท่านได้เป็นผู้จัดการโรงเรียนได้สร้างมาตราฐานและความนิยมมาก ระหว่างชาวสุราษฎร์ธานี นักเรียนเพิ่มขึ้นถึง 337 คน ครู 13 คน ปีนี้ผู้ใหญ่แต่งตั้ง นายสนั่น วาทนเสรี เป็นผู้จัดการ และนายเรือง อาภรณ์รัตน์ เป็นครูใหญ่

ปลายปีการศึกษา 1965 พระคุณเจ้าการ์เร็ตโต เจ้าของโรงเรียนได้อนุมัติการก่อสร้างอาคารเรียน 3 ชั้น (ช่วงแรก) ตามที่คุณพ่อแฮกเตอร์ ฟรีเยริโอ เคยเสนอ ขนาด 28 คูณ 10 เมตร และลงมือก่อสร้างในเดือนมกราคม 1966 เพื่อสามารถรับนักเรียนได้เต็มที่ในปีการศึกษาหน้า

ในปีการศึกษา 1967 นายเรือง อาภรณ์รัตน์ ลาออกจากตำแหน่งครูใหญ่ไปอยู่ ณ โรงเรียนอื่นในเครือเดียวกัน ผู้ใหญ่จึงให้นายสนั่น วาทนเสรี รับตำแหน่งครูใหญ่ อีกตำแหน่งหนึ่ง

ในปีการศึกษา 1968 คุณพ่อนาตัล มาเน และนายสนั่น วาทนเสรี ไปประจำที่ โรงเรียนแสงทองวิทยา

คุณพ่อเปโตร เยลลิชี มาเป็นอธิการ คุณพ่อยอแซฟ วิตาลี เป็นพ่อศึกษา นางสาวยี่สุ่น โลนา เป็นผู้จัดการ และนายประสิทธิ์ ทองคำ เป็นครูใหญ่ มีการต่อเติมอาคารเรียนสามชั้นอีกเท่าตัว เปิดใช้ในปีการศึกษา 1970 นางสาวยี่สุ่น โลนา ย้ายไปประจำอยู่ที่ราชบุรี จึงได้ให้ นางสาวบุญญา อุ่นจัตตุรพร เป็นผู้จัดการ

ในปีการศึกษา 1971 มีการแต่งตั้งคุณพ่อสนิท ลุลิตานนท์ เป็นครูใหญ่ และผู้จัดการ คุณพ่อมีประสบการณ์มากในการบริหารโรงเรียนที่หัวหินและที่สารสิทธิ์ที่บ้านโปง ท่านก็ได้วางแผนพัฒนาโรงเรียน ทั้งในด้านคุณภาพการเรียน และการสอน และจัดบริเวณโรงเรียนให้สวยงาม นักเรียนก็ได้เพิ่มขึ้นทุกปี ในปีการศึกษา 1972 คุณพ่อสนิท ลุลิตานนท์ ได้รับตำแหน่งเป็นอธิการของโรงเรียน ด้วย แทนคุณพ่อเยลลีชี ที่ย้ายไปอยู่ร่อนพิบูลย์

ในปีการศึกษา 1973 คุณพ่อสนิท ในฐานะอธิการ ครูใหญ่ และผู้จัดการ ได้ดำเนินการ ก่อสร้างค่ายลูกเสือ ก่อสร้างศูนย์เยาวชน ก่อสร้างถังเก็บน้ำฝน ก่อสร้างอนุสาวรีย์นักบุญ ดอมินิก ซาวีโอ กลางสระน้ำ ยังได้สร้างลานบริเวณหน้าโบสถ์ แล้วปรับปรุงอีกหลาย ๆ อย่างภายในอาคารเรียน ปีนี้มีนักเรียนทั้งสิ้น 731 คน

ในปีการศึกษา 1976 คุณพ่อซันนา เป็นอธิการโรงเรียน แต่งตั้งคุณพ่ออนันต์ จิตเสรีวงศ์ เป็นครูใหญ่ผู้จัดการ แทนคุณพ่อสนิท ลุลิตานนท์ มีนักเรียน 780 คน

ในปี 1977-1979 การพัฒนาบริเวณสถานที่ก็ยังทำต่อเนื่อง อธิเช่น ห้องวิทยาศาสตร์ ห้องสมุด ห้องโสตทัศนศึกษา ห้องปฏิบัติการภาษาอังกฤษ สร้างสนามบาสเก็ตบอล เสาธงใหม่ และโรงเก็บรถ

ในปี 1980-1983 คุณพ่อประธาน ศรีดารุณศีล เป็นอธิการครูใหญ่และผู้จัดการ มีการก่อสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติมอีก 1 หลัง ต่อจากอาคาร 3 ชั้นเดิมไปทางทิศตะวันตก เพื่อรองรับจำนวนนักเรียนและให้มีห้องกิจกรรมที่จำเป็นด้วย

ระยะที่ 3 ปี 1984-2000 พัฒนาและขยายตัวมาก

ในปี 1984-1987 คุณพ่อประพนธ์ ชัยเจริญ เป็นอธิการ ส่วนคุณพ่อสมพงษ์ ฉัตรบรรยงค์ เป็นผู้จัดการ คุณพ่อศักดิ์ชัย ตรีว่าอุดม เป็นครูใหญ่ คุณพ่ออธิการคนใหม่ได้เล็งเห็นความสำคัญที่จะขยายการศึกษาถึงมัธยมปลาย และเปิดแผนกอาชีวเพื่อความสะดวกของสามเณร และนักเรียนยากจนที่มาจากนิคมเกษตรพนม ท่านจึงได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาหารือกับพระคุณเจ้าการ์เร็ตโต และเตรียมโครงการเพื่อการก่อสร้างโรงเรียนอาชีวะคุณพ่อโรเซน ได้รับอาสาที่จะหาทุนสำหรับเรื่องนี้จากต่างประเทศ

ในปี 1985 มีการสร้างอาคาร 3 ชั้น (ดอนบอสโก สุราษฎร์) เพื่อจัดตั้งโรงเรียนประเภท อาชีวะศึกษา โดยรัฐบาลเบลเยี่ยม เป็นผู้ออกทุนก่อสร้างและจัดหาเครื่องจักรต่าง ๆ โดยคุณพ่อกุสต๊าฟ โรเซน เป็นผู้ประสานงาน ต่อมามีการสร้างอาคารเรียนทางทิศตะวันออก เป็นรูปตัวยู 3 ชั้นอีกหลังหนึ่ง เพื่อแทนอาคารเรียนชั้นเดียวที่ถูกรื้อถอนเพื่อสร้างอาคารเรียน 3 ชั้น สำหรับแผนกอาชีวะ ทางโรงเรียนจึงสามารถเปิดแผนกอาชีวะและแผนกมัธยมปลายสายสามัญ

ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1986 มีการจัดพิธีเปิดโรงเรียนดอนบอสโก สุราษฎร์ธานี โดยมีราชฑูตเบลเยี่ยมมามอบตึกให้แก่มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี ในนามของรัฐบาลเบลเยี่ยม

ในปี 1988 พระคุณเจ้าประพนธ์ ชัยเจริญ เป็นประธานมูลนิธิ และเป็นเจ้าของโรงเรียนเทพมิตรศึกษา คุณพ่อสมชาย กิจนิชี เป็นอธิการ ผู้จัดการ และครูใหญ่ มีนักเรียนจำนวน 1,530 คน

ในปี 1991 คุณพ่อสมพงษ์ ฉัตรบรรยงค์ เป็นผู้จัดการและครูใหญ่ ตั้งแต่นี้ไปพระสงฆ์คณะซาเลเซียนไม่ค่อยมีบทบาทในโรงเรียนเทพมิตรศึกษาเท่าไร นอกจากคุณพ่อศักดิ์ชัย ตรีว่าอุดม เท่านั้น ในปี 1992 ในปีนี้มีการวางแผนก่อสร้างอาคารเรียน 6 ชั้น เพื่อรองรับนักเรียนที่กำลัง เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในปี 1997 คุณพ่อพิรัตน์ ดำรงศักดิ์ เป็นผู้จัดการ

ในปี 1999 คุณพ่อนที ธีรานุวัตร เป็นครูใหญ่ จนถึงปัจจุบันนี้

ปัจจุบันมีนักเรียน 2,936 คน เปิดทำการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล – ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นโรงเรียนที่ใหญ่ที่สุดในสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี

โรงเรียนอาชีวะดอนบอสโกสุราษฎร์ธานี

เดิมตั้งอยู่ที่ในบริเวณของโรงเรียนเทพมิตรศึกษา บ้านเลขที่ 317 ถนน ตลาดใหม่ อำเภอ เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ปัจจุบันตั้งอยู่เลขที่ 6/8 หมู่ 6 ถนนชนเกษม 41 ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมือง จ.สุราษฎร์ธานี โรงเรียนอาชีวะดอนบอสโกนี้ ดำเนินกิจการโดย มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี เดิมรับเฉพาะนักเรียนชาย ปัจจุบันรับนักเรียนหญิงด้วย เน้นถึงคุณภาพทางการศึกษา วิชาการ สวัสดิภาพ และจริยธรรม ของนักเรียน

การก่อตั้ง

ฯพณฯ เปโตร กาเร็ตโต ประมุขแห่งสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ในการให้การศึกษาแก่เยาวชนในชั้นมัธยมปลายสายสามัญและอาชีวะศึกษาจึงดำริที่จะขยาย การศึกษาของโรงเรียนเทพมิตรศึกษา เปิดชั้นมัธยมปลาย 4-6 สายสามัญ และดำริที่จะจัดตั้ง โรงเรียนอาชีวะขึ้นในสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี เพื่อให้โอกาสแก่เยาวชน ในพื้นที่สังฆมณฑล สุราษฎร์ธานี มีโรงเรียนอาชีวะเพื่อฝึกอาชีพที่สมบูรณ์ โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ในการ เดินทางไปเรียน ในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะเณรสุราษฎร์ธานีบางคน และนักเรียนที่จะจบชั้นมัธยมต้นจากโรงเรียนในสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี ซึ่งหลายคนอาจจะเรียนสายสามัญ ไม่ไหว

มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี ได้ทำการประชุมลงมติโครงการดังกล่าว จึงเริ่มดำเนินการ

พระคุณเจ้ากาเร็ตโต ได้มอบโครงการนี้ให้คุณพ่อประพนธ์ ชัยเจริญ อธิการบ้าน และอุปสังฆราชในสมัยนั้น และคุณพ่อกุสตาฟ โรเซนต์ เหรัญญิกสังฆมณฑล ไปดำเนินการ

ในอดีตคุณพ่อกุสต๊าฟ โรเซน ได้ทำโครงการแบบนี้ในโรงเรียนอื่นสำเร็จแล้วหลายโครงการ ทั้งสำหรับคณะซาเลเซียน และสำหรับองค์กรอื่น ๆ ในประเทศไทย

อันดับแรกต้องขอความเห็นชอบของเจ้าคณะแขวงซาเลเซียน แห่งประเทศไทย และที่ปรึกษา เพราะท่านจะต้องส่งบุคคลากรเพื่อดำเนินการโรงเรียน ตอนแรกเจ้าคณะแขวงฯไม่เห็นด้วย แต่ต่อมาเมื่อเห็นถึงความตั้งใจของประมุขสังฆมณฑลแล้ว ท่านก็ไม่ขัดข้อง และให้เริ่มดำเนินโครงการ

เมื่อคุณพ่อกุสต๊าฟ โรเซนส์ ได้รับหนังสือรับรองจากผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้ว ในปี 1983 (2526) ได้เสนอโครงการต่อรัฐบาลเบลเยี่ยม โดยผ่านองค์กรเอกชน ซาเลเซียน (NGO) เพื่อขอทุนในรูปของเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อเปิดโรงเรียนอาชีวะ รวมเป็นเงินประมาณ 25 ล้านบาท นอกจากนั้นคุณพ่อโรเซนยังขอความช่วยเหลือ จากองค์กร อื่น ๆ เช่น MISEREOR , EU และผู้ใจบุญอีกหลายท่าน เพื่อจะได้สามารถดำเนินการ ก่อสร้าง อาคารเรียนให้สำเร็จด้วยดี

ในระหว่างนั้น คุณพ่อประพนธ์ และคุณพ่อกุสต๊าฟ โรเซน จัดการหาที่ดินที่เหมาะ ในบริเวณโรงเรียนเทพมิตรศึกษา และตัดโฉนด 3 ไร่ ครึ่งจากโฉนดของโรงเรียนเทพมิตรศึกษา เพื่อเป็นหลักฐานประกอบสำหรับผู้ที่จะอนุมัติโครงการ และเพื่อใช้ดำเนินการก่อสร้าง โครงการนี้

ในปี 1984 มีการก่อสร้างอาคารเรียน 3 ชั้น ยาว 70 เมตร กว้าง 9 เมตร มีโรงฝึกงาน ขนาด 12 คูณ 70 เมตร ผนวกกับชั้นล่างของตึก 3 ชั้นเปิดโล่ง เป็นที่สำหรับ วางเครื่องจักรกล นานาชนิด ในสาขาวิชาช่างกลโรงงาน ประมาณ 30 เครื่อง

เมื่ออาคารสร้างเสร็จแล้ว โรงเรียนเทพมิตรศึกษาต้องการใช้อาคารนี้เป็นเวลา 1 ปี แทนอาคารเรียนชั้นเดียวที่ถูกรื้อถอน (อาคารเดิมของโรงเรียนเทพมิตรศึกษา) ขณะที่จะมีการก่อสร้างอาคารเรียนทางด้านทิศตะวันออก เป็นรูปตัวยู

พิธีเปิด

ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1986 (2529) มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี ได้ทำพิธี เปิดป้ายอาคารเรียนอาชีวะดอนบอสโก โดยมีเอกอัครราชทูตของเบลเยี่ยม คือ ฯพณฯ ท่านบารอน แปตริค โนทอมป์ (Baron Patrick Nothomb) มาเป็นประธานในพิธี และมอบโครงการที่สำเร็จแล้วให้แก่มูลนิธิ มีผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็นเกียรติ ในฐานะ เป็นเจ้าบ้าน คุณพ่อโรเซนเป็นผู้รายงานความเป็นมาของโครงการแก่ท่านเอกอัครราชทูต พระคุณเจ้ากาเร็ตโตเป็นผู้ทำพิธีเสกอาคารเรียน

คณะนักบวชซาเลเซียน และมูลนิธิคาทอลิคสุราษฎร์ธานี ขอขอบพระคุณรัฐบาล เบลเยี่ยม ในเมตตาจิตอันเป็นกำลังสำคัญ ในการผลักดันให้โครงการต่าง ๆ ได้สำเร็จลุล่วง ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมทางด้านการอาชีวะศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สอดคล้อง กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ

ปีการศึกษา 1986 (2529) คุณพ่อศักดิ์ชัย ตรีว่าอุดม เป็นครูใหญ่ และผู้จัดการ มีนักเรียน ชาย 27 คน ครู 8 คน เปิดสอนแผนกช่างอุตสาหกรรม หลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาช่างกลโรงงาน

ในปีต่อ ๆ ไปนักเรียนได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปี 1991 (2534) มีนักเรียน 120 คน ครู 18 คน จึงมีการเปิดสอนแผนกช่างอุตสาหกรรม เพิ่มสาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง

นักเรียนเพิ่มจำนวนมากขึ้น ในปี 1995 (2538) มีนักเรียนจำนวน 323 คน ครู19 คน จึงมีการเปิดสอนแผนกอีเล็คทรอนิค อีกแผนกหนึ่ง

ในปี1996 (2539) เนื่องจากโรงเรียนเทพมิตรศึกษาต้องการพื้นที่กว้าง เพื่อขยายห้องเรียนของแผนกสามัญ มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี จึงต้องหาที่ใหม่ ทางใต้ของเมืองสุราษฎร์ เลยถนนบายพาส ตามเส้นทางนาสาร และดำเนินการ ก่อสร้างอาคารเรียนใหม่ ในเวลาเดียวกันที่ทำการสอนในโรงเรียนเทพมิตรศึกษา ก็เปิดรับนักเรียนหญิง ในแผนกบริหารธุรกิจ ระดับประโยควิชาชีพ สาขาวิชาการบัญชี และการขาย ส่วนแผนกช่างอุตสาหกรรม เปิดสอนในระดับวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาเทคนิคอุตสาหกรรมและการควบคุมและติดตั้ง

ในปี 1997 (2540) มีนักเรียนทั้งหมด ชาย 597 คน หญิง 252 คน ย้ายโรงเรียน จากเดิมคือ เลขที่ 317 ถนนหน้าเมือง มายังเลขที่ 6/8 ม.6 ถนนชนเกษม 41 บ้านบางใหญ่ ต.มะขามเตี้ย อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี โดยที่คุณพ่อศักดิ์ชัย ตรีว่าอุดม ยังเป็นอธิการ ครูใหญ่ และผู้จัดการ

ในปี 1998 (2541) มีนักเรียนชาย 555 คน นักเรียนหญิง 243 คน ในระดับ ป.ว.ช. ได้เปิดสอนเพิ่มในสาขาวิชาช่างยนต์ และช่างก่อสร้าง และเปิดสอนในระดับ ประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาช่างอิเล็คทรอนิค และสาขาคอมพิวเตอร์

ในปี 1999 (2542) มีนักเรียนชาย 516 คน นักเรียนหญิง 321 คน แผนกบริหารธุรกิจ เปิดสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาการบัญชี การตลาด และคอมพิวเตอร์

ในปี 2000 (2543) มีนักเรียนชาย 422 คน นักเรียนหญิง 350 คน แผนกช่างอุตสาหกรรม เปิดสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาช่างยนต์ โดยที่คุณพ่อศักดิ์ชัย ตรีว่าอุดม ยังเป็นอธิการ ครูใหญ่ และผู้จัดการ สาเหตุที่จำนวนนักเรียนลดลงเพราะเศรษฐกิจตกต่ำ และความนิยมในวิชาชีพเริ่มลดลง และภาครัฐได้เปิดโรงเรียนอาชีวะหลายแห่งแล้ว

ในปีการศึกษา 2001 คุณพ่อมนูญ สนเจริญ เป็นอธิการ และคุณพ่ออารอน อัลโกรเซบา (Aaron Alcoseba) เป็นเหรัญญิกและรองอธิการ คุณพ่ออธิการคนใหม่เป็นผู้ที่มีความถนัดและมีประสบการณ์ในการบริหารโรงเรียนอาชีวะเพราะว่าท่านได้อยู่โรงเรียนอาชีวะดอนบอสโก กรุงเทพฯ มาหลายปีแล้ว ท่านจึงเอาใจใส่ถึงคุณภาพทั้งในด้านการเรียนและการอบรม อย่างไรก็ตามนักศึกษาก็ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ

ในปีการศึกษา 2005 โรงเรียนอาชีวะดอนบอสโก สุราษฎร์ธานี มีนักศึกษารวมทั้งสิ้น 553 คน

LIST OF THE RECTORS – SURATTHANI AT BANDON

FR. FRIGERIO ETTORE (IN CHARGE) 1959 – 1963

FR. MANE’ NATALE (IN CHARGE) 1963 – 1964

FR. MANE’ NATALE 1964 – 1969

FR. JELLICI PETER 1969 – 1972

FR. SANIT ANDREW 1972 – 1975

FR. SANOM STEPHEN 1976 – 1977

FR. SANNA UGO 1977 – 1980

FR. PATHAN JOSEPH 1980 – 1982

FR. SANNA UGO 1982 – 1984

FR. PRAPHON MICHAEL 1984 – 1988

FR.SOMCHAI PHILIP (ACTING RCTOR) 1988 – 1989

FR. SOMCHAI PHILIP 1989 – 1992

FR. SALA MARIO 1992 – 1995

FR. SAKCHAI FRANCIS 1995 – 1998

(THE SALASIAN COMMUNITY IS TRANSFERED TO

THE NEW PLACE DON BOSCO TECHNICAL SCHOOL SURATTHANI)

FR. SAKCHAI FRANCIS 1998 – 2001

FR. MANOON SONCHAROEN PAUL 2001 – 2009